ด.ช. พรมแดง ตอนที่ 1 : ด.ช.พรมแดง

26 พ.ค.
พรมแดง
ด.ช. พรมแดง ตอนที่  1 : ด.ช.พรมแดง
ลมโชยเอื่อย นกฝูงใหญ่บินกลับรังตามกันเป็นระเบียบ พระอาทิตย์ซุกตัวลงไปในขอบโลกได้ครึ่งนึงแล้ว แสงสีส้มตรงขอบฟ้าค่อย ๆ จาง นี่เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงที่พรมแดง นั่งวาดแผนการระหว่างรอ บนพื้นดินแดงร่วนซุยตรงภูเขาหลังหมู่บ้าน
.
ตรงนี้เป็นที่โปรดของพรมแดง จุดที่สูงที่สุดของหมู่บ้าน  มองเห็นบ้านทุกหลัง พรมแดงภูมิใจมากที่หมู่บ้านพรมแดงมีภูเขาอยู่หลังหมู่บ้าน ถึงแม้มันจะเป็นภูเขาเล็ก ๆ ก็ตาม
.
วันนี้พรมแดงรอนานเกินกว่าที่ควรรอ ….
.
“ไปอยู่ไหนนะ .. หวังว่าคงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นนะ” พรมแดงชักห่วง
.
ค้างคาวเริ่มออกบิน ฟ้าสีส้มจางเปลี่ยนเป็นสีเทามืด ลมเอื่อยหายไป แมลงบินว่อนเล่นแสงเทียนที่พรมแดงพกติดตัวมาด้วย พรมแดงปลอกกล้วยที่ยายยัดติดมือมาให้ก่อนที่พรมแดงจะออกจากบ้านในช่วงบ่ายเข้าปาก
.
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะหลาน ยายรู้ว่า มันไม่ง่ายเลย ยายมั่นใจในตัวหลาน เต็มที่นะหลาน” ยายให้กำลังใจพรมแดงเสมอ และเข้าใจว่าพรมแดงเอาตัวรอดได้แน่ ๆ
.
เสียงฟ้าคำรามมาจากทิศใต้ พรมแดงนึกขอบคุณยาย ที่จัดของจำเป็นให้พรมแดงมาแบบเกือบครบถ้วน ยากล่องใหญ่ที่มีไปหมดเสียทุกอย่าง  มีดสนามก็ลับให้พรมแดงจนคมกริป ยายยังไม่ลืมยัดเสื้อกันฝน กับถุงกันเปียกน้ำมาให้พรมแดงอีกด้วย
.
“กุบกับ กุบกับ” เสียงที่พรมแดงรอคอยวิ่งมาทางทิศเดียวกับที่ฟ้าคำราม
.
พรมแดงชูเทียนขึ้นเป็นสัญญาณบอกตำแหน่ง  และผ่อนคลายจากความรู้สึกกังวล
.
ม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ ท่อนขาและแผงคอแข็งแรงพุ่งมาจากพงหญ้า ยืนสะบัดหางและหายใจหอบรัวอยู่ตรงหน้า บนหลังมีชายร่างกำย่ำหน้าคมสัน กำลังลงมาจากม้า
.
“รอนานไหมหลานชาย โทษที่มาช้า ไว้จะเล่าให้ฟังระหว่างทาง เรื่องเยอะเชียว เราจะไปกันเลยไหม หลานพร้อม ? “ อาเดียวจับไหล่พรมแดง
“ครับ” พรมแดงพงกหัว เหยียบโกลน และจับอาน ตามอาเดียวขึ้นไป
.
อาเดียวควบม้าด้วยความเร็วสูงขึ้น ฟ้าคำรามไล่ตามหลังอาหลานใกล้เข้ามา อาเดียวควบม้าเร่งเข้าไปอีกเมื่อละอองฝนโปรยมา
.
“ยายได้ฝากอะไรมาไหม” อาเดียวหันมาถามพรมแดงเมื่อทั้งคู่พ้นเขตป่าทึบ
“มีครับ ยายบอกว่า ให้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น ว่าแต่มันคืออะไรเหรอครับอา”  พรมแดงทำเสียงจริงจัง
“เดี๋ยวถึงที่เรามาดูกัน ว่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้ยังไง” 
.
ฝนเริ่มทิ้งห่าง ทั้งคู่มุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศตะวันออก พ้นภูเขาอีกลูกก็จะถึงที่หมาย อาเดียวรู้สึกว่า เข้ม ม้าคู่ใจเริ่มเหนื่อยจึงเตรียมหยุดพักตรงริมแม่น้ำด้านหน้า
.
“ทำไม ไม่ไปให้ถึงซะทีเดียวเลยครับ ค่อยพัก อีกนิดเดียวเองนะอา” พรมแดงสงสัย เพราะจากที่มองเขาลูกนี้ก็อยู่ไม่ไกลมาก
“เมื่อเดือนก่อน คืนพระจันทร์เต็มดวง คนของเราผ่านประตูนั่นเข้าไป ถูกจับตัวไป 3 คน ถึงวันนี้จะไม่เต็มดวง แต่เราก็อย่าเสี่ยงดีกว่า ของที่ยายเตรียมมา อาคิดว่ามันมีความจำเป็นจริง ๆ กับพวกเรา อาไม่อยากให้เราตกที่นั่งลำบาก ถ้าของถูกขโมยไป ดังนั้นทำทุกอย่างต้องชัวร์  “ อาเดียวเคาะดินออกจากรองเท้า
.
“ปู้ววววว “ เสียงก้องกังวาล
“คงเป็นนกฮูกป่าใช่ไหมครับอา” พรมแดงเขี่ยดินเล่นทบทวนแผนการณ์
“ซวยแล้วหลาน วิ่งเร็ว เราต้องไปแล้ว”
.
เข้มเร่งฝีเท้าแบบสุดกำลัง ลมพัดสวนมาบอกความเร็ว ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าผ่านพรมแดงไป
.
“ปู้ววววว วู้วววววว” เสียงดังก้องป่าและใกล้อาหลานขึ้น..
.
“พรมแดง ถ้าเกิดอะไรขึ้น รักษาของที่ยายให้มาให้ดีที่สุด ซ่อนตัวในความเงียบ ดูแลตัวเองให้ดี อาเชื่อพรมแดงทำได้ เข้าใจไหม” อาเดียวควบเข้มให้เร่งฝีเท้า
“ครับอา” พรมแดงใจสั่น นึกถึงแผนการณ์ที่ทบทวนมาไว้ตั้งแต่ช่วงค่ำ
.
เข้มควบฝีเท้าสุดแรงก่อนจะสะดุดล้มโครม ! หน้าทิ่ม อาเดียวลอยพุ่งไปข้างหน้าหลายตลบ เสียงร้องโอ้ยดังลอยมาไกล พรมแดงกลิ้งไปอีกทาง เข้าพงหญ้า เข้มลุกขึ้นวิ่งมาหาพรมแดง  พรมแดงรีบลูกแล้วเกาะเข้ม พร้อมขึ้นขี่ มุ่งหน้าไปภูเขา เข้มเหมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เร่งฝีเท้าสุดแรง
.
“ทำตามแผน ทำตามแผน” อาเดียวตะโกนไล่หลังมาก่อนจะถูกจับกุม
.
“ปู้วววววว วู้วววววว”  เสียงยังไล่หลังพรมแดงมา
“เข้ม เข้ม เราจะทำยังไงดี  เราทำยังไงดี” พรมแดงรน ทำอะไรไม่ถูก
“ทำตามแผน” เข้มพูดออกมา ..
 ———-
ตอนถัดไป ด.ช. พรมแดง ตอนที่  2 : ทำตามแผน
ติดตามได้ในวันอาทิตย์ที่  2 มิถุนายน 2556 ครับผม

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 10 : หาดใหญ่ในมุมสูง

23 พ.ค.

หาดใหญ่ในมุมสูง

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 10 : หาดใหญ่ในมุมสูง

ทันทีที่ผู้โดยสารคนนึงลุกและหยิบกระเป๋า ก็เหมือนปฏิกิริยาต่อเนื่อง ทุกคนบนเรือก็ต่างหยิบกระเป๋า และสัมภาระตามกัน ใบหน้าที่บูดเบี้ยว หรือง่วงหาว ก็ดูสดชื่นขึ้นมากันทันที

“ใจเย็น ๆ นะครับ ได้ลงกันทุกคน” สำเนียงทองแดงตะโกนมาจากสะพานเรือ

เหมือนไม่มีใครฟังภาษาใต้ออก ผู้คนทะลักพรั่งพรู แก่งแย่งออกจากช่องประตูแบบไม่สนใจใคร

หลังจากรออยู่ไม่นานรถตู้ก็ออกจากท่าปากบารา จุดหมายปลายทางคือ ตลาดกิมหยงเท่านั้น …

รถตู้ขับเร็ว แบบไร้บทสนทนา ผู้โดยสารทั้งคันรถ คอพับซ้าย พับขวาตามจังหวะเลี้ยว เบาะหลังสุดที่เรานั่ง เบียดสี่จนผมต้องเอนหัวไปซบหลังเบาะคนข้างหน้าแทน

กิจกรรมตาม Check list ก็ประดังประดามาแบบทัวร์ชะโงกเมื่อเราถึงตลาดกิมหยง

เวลา 13.00 กินข้าวเที่ยง ความพอใจ งั้น ๆ แต่ต้องฝืนว่าอร่อยดีนะ เพราะเป็นคนแนะนำและหาที่เอง (ดันไปเชื่อ APP มือถือ)

เวลา 13.30 ร้านชา กาแฟ ความพอใจ ดี เจ้าของร้านใจดีบอกทางและให้นามบัตร Taxi ติดมาด้วย

เวลา 14.30 นั่งรถสองแถว ความพอใจ แย่ ร้อนมาก รถติด

เวลา 15.00 หอศิลป์เฉลิมพระเกียรติ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ความน่าพอใจ แย่ที่สุด จิ้งจกซักตัวก็ยังไม่มี ใครจะคิดว่ามาแล้วจะเจองานแสดงศิลปะเด็กอนุบาลหนำซ้ำเจ้าหน้าที่ยังหลบร้อนไปอยู่อีกอาคาร พัดลมซักตัวก็ไม่เปิด

เวลา 15.30 นั่งเล่นริมสระในสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ความพอใจ ดี อากาศเย็น สบาย เคลิ้มเป็นบางจังหวะ ทั้งที่อ้าปากพูดไปด้วย

เวลา 16.00 หาดใหญ่ ICE Dome ความพอใจ ผิดหวังและสมหวัง ผิดหวังที่ไอ้ลิงสองตัวนี้ ทำไม๊ ทำไมไม่รู้ว่าต้องนุ่งกางเกงขายาวรองเท้าหุ้มส้นเข้าเยี่ยมชม
เพราะอุณภูมิ -15 องศา มนุษย์หน้าไหนที่ใส่ขาสั้น หนีบแตะมันจะทนไหว (โอ๊ตปวดกระดูกจนต้องวิ่งออก ในขณะที่ผมวิ่งตามกลัวโอ๊ตถึงทางออกก่อน ) แต่ก็สมหวังที่ได้มาซักที อย่างน้อยก็ได้มาถ่ายรูป แล้วก็ถือว่าได้มาแล้ว

เป็นตลอดเวลา 3 ชั่วโมงกว่า ที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมฆ่าเวลา ล้วน ๆ ไร้การจดจำ ผมยอมรับว่า ผมอยากให้พระอาทิตย์ตกเร็ว ๆ เพื่อจะรอดูไฮไลท์สำคัญนั่นก็คือ งานเทศกาลโคมไฟหาดใหญ่สีสันเมืองใต้ แต่เท่าที่ดูจากผ้าโคมไฟขึ้นราตรงทางเข้าแล้ว สงสัยจะกร่อยอีกซะละมั้งหาดใหญ่

เวลา 16.30 เขาคอหงษ์ พระแม่กวนอิม พระพุทธมงคลมหาราช ท้าวมหาพรหม ความพอใจ ……

หลังจากตกลงราคา พี่ชาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่ แต่มารับจ๊อบพิเศษ พานักท่องเที่ยวขึ้นไปเยี่ยมชม ก็พาเราเดินไปที่รถ กดประตู ปิ๊ป ๆ ก่อนจะพาหันรถเชิดหน้าขึ้นภูเขาชื่อ “คอหงษ์” ตามคำบอกเล่า

“เดี๋ยวน้องตามสบายเลยนะครับ ใช้เวลาได้เต็มที่ จุดแรกที่พี่จะพาไปก็คือ พระแม่กวนอิม” พี่ชายย้ำคำว่าตามสบายหลายรอบ ..

เม็ดเหงื่อที่หยดจากหน้าผาก ผสมกับน้ำตาจากควันธูป เข้ากันดี กระตุ้นให้น้ำตาไหลออกมาอีก ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเศร้า เรารีบกราบลาพระแม่กวนอิม องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานบนวิหารแปดเหลี่ยม ก่อนที่ท่านจะสงสัยว่า พวกลูกมีทุกข์อะไรกัน

รถวิ่งเชิดหัวขึ้นอีกผ่านป่าดิบแล้งกึ่งชื้นมาตลอดทาง สองข้างทางร่มรื่น ถนนถูกตีเส้นเป็นระเบียบเรียบร้อย

“โอ๊ต เฮ้ย มาปั่นจักรยานซิ เนี่ย เจ๋งนะมึง” ผมกระตุ้นโอ๊ตที่ดูเหมือนเพลียแดด
“น่ามานะ บนภูเขาแบบนี้ แล้วถนนก็ดี น่าจะปั่นสนุก” โอ๊ตกระตือรือร้นกว่าที่ผมคิด
“ที่นี่มีคนปั่นจักรยานมาเยอะครับ เค้าก็มีจัดกลุ่มกัน ปั่นขึ้น ปั่นลง พวกวิ่งก็เยอะ “ พี่แกรวมแจมกับเรา

รถเลี้ยวซ้ายเข้าซองพิเศษ ก่อนที่พี่แกจะบีบแตรปิ๊ด ๆ ให้ยามมาเลื่อนแผงกั้นขาวแดงออก

“เพื่อนพี่เอง พี่แซวมัน เนี่ย พี่ทำงานอยู่ที่นี่แหละ” พี่ชายเหยียบคันเร่งเพื่อขึ้นเนิน

รถเชิดหน้าค่อย ๆ ไต่ความสูง ขึ้นไปอีกนิด กระจกบานใหญ่หน้ารถอาจจะไม่ชัดเต็มตา แต่ภาพที่เห็นมันก็เจ๋งเกินกว่าจะยัดเข้าสู่โปรแกรมฆ่าเวลาอันน่าเบื่อ

ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าเป็นพระพุทธมงคลมหาราช ปางค์ห้ามญาติ องค์ใหญ่ยื่นตระหง่าน อยู่เบื้องหน้า ทองเหลืองบริสุทธิที่ห่อหุ้มองค์ไว้ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายแวววับจับตาความสูงราว 15 เมตร ทำเราต้องเงยหน้าขึ้นลงดูหลายรอบกว่าจะครบมุม พร้อมเบื้องหน้าเป็นเมืองหาดใหญ่ทั้งเมืองในมุมกว้าง ที่ชักชวนให้เราเดินลงจากรถโดยไว

พระ

“เฮ้ย เจ๋งหว่ะ มีที่แบบนี้ด้วย เฮ้ย เจ๋งหว่ะ” ผมพูดคำศัพท์ซ้ำ ๆ ประจำตัว
“เออ เจ๋งจริงหว่ะ” โอ๊ตก็เคลิ้มไปด้วย

โอ๊ตหยิบโทรศํพท์มาถ่ายภาพ Panorama ตามถนัด ลมพักโกรกเมื่อเราออกมาตรงจุดชมวิว บันไดทอดยาวไต่ระดับตามไหล่เขา ถูกจับจองเป็นที่นั่งชื่นชมเมืองทั้งเมืองที่อวดโฉมแบบ 180 องศาตึกรามบ้านช่องขนาดเล็กแผ่กว้างพอให้ประมาณได้ถึงความเจริญของหาดใหญ่ในปัจจุบัน เครื่องบินที่บินผ่านและกลืนหายไปกับก้อนเฆมที่มีแสงลอดผ่านกลีบเฆมลงมาเป็นเส้นเล็ก ทำให้ภาพนี้ดูกี่ครั้งก็คงไม่มีวันเบื่อ เกินคาดจริง ๆ หาดใหญ่ในมุมสูง

ทำไมนะ ต้องกลับคืนนี้ด้วยนะ … ?

หาดใหญ่ Panorama

คลิกดูภาพใหญ่ได้เลยนะครับ

ตอนถัดไป 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 11 (ตอนจบ) : เทศกาลโคมไฟหาดใหญ่สีสันเมืองใต้

———-

วันอาทิตย์ เรื่องสั้น 1000 เรื่อง : เรื่องที่ 1  ดช. พรมแดง

วันอังคาร Diary เดินทาง 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ (ตอนจบ)

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 9 : ตะรุเตา

17 พ.ค.

ตะรุเตา

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 9 : ตะรุเตา

โอ๊ตตื่นก่อนเสมอ รุ่งเช้าวันนี้อากาศดี ความรู้สึกเสียดายที่ต้องกลับแล้วในวันนี้เกิดขึ้นตามธรรมเนียมของนักเดินทางเสมอ หลังจาก ยัดถุงนอนคืนถุงเก็บของอุทยาน และตามด้วยแหย่แปรงสีฟันด้ามสีส้มลงช่องว่างเล็ก ๆ ในเป้สีส้มแล้ว ผมก็สะบัดทรายที่ก้น ก่อนจะเดินออกจากเต็นท์และไม่หันหลังมองมันอีก

ข้าวเช้าเป็นอีกมื้อที่เราต้องไปง้อร้านสวัสดิการ เจ้ที่รับออเดอร์คงไม่ได้สังเกตว่าเราหนีไปหลีเป๊ะแล้วสุดท้ายก็กลับมาตายรัง เลยไม่ได้แสดงอาการเยอะเย้ยเรา แบบที่ผมคิดไว้ ให้เห็น

“แหม่ สุดท้ายมึงก็กลับมากินข้าวกูนะ ไอ้สองคนนี่” ผมคิดว่าเจ้รับออเดอร์ต้องพูดกับเราแบบนี้แน่ ๆ ถ้าเจ้รู้ว่าเราซมซานกลับมา

ข้าวที่กินไม่ได้อร่อยขึ้นเลย แต่ก็ต้องกิน

คณะเนตรนารีเก็บเต็นท์สีฟ้าสดใสไปหลายหลังแล้ว ครูอาจารย์ช่วยอยู่ไม่ห่าง นักเรียนที่อยู่กลุ่มใกล้ครูก็เก็บกันค่อนข้างสงบ ส่วนนักเรียนที่อยู่ห่างครูหน่อยก็มีเสียงหัวเราะ หยอกล้อดูครื้นเครง

“เร็ว ๆ หน่อย เรือจะมาแล้ว” ครูยืนตาเขียวสั่งมาแต่ไกล

องุ่นเดินวนไปวนมา เหมือนอยากช่วยเก็บเต็นท์ แต่พอครูแจกข้าวกล่อง องุ่นก็ดูเหมือนจะอยากไปช่วยแจกข้าวกล่องด้วย

เราหยิบสัมภาระมาวางที่สำนักงานอุทยาน ก่อนจะไหว้ลาพี่เจ้าหน้าที่อุทยานแล้วค่อยลงเรือ 8.30 คือเวลาที่เรือหางยาวเข้ามารับที่ชายหาด คุณเค้กและคุณโบ้ทโดยสารมากับเรือเรา

“โอ้ย เมื่อคืนพอเที่ยงคืนเค้าก็ปิดพัดลม ร้อนมาก” คุณโบ้ทเล่า ส่วนคุณเค้กกำลังมองดูองุ่นที่ว่ายน้ำอวดพวกเราอยู่หน้าหาด
“เมื่อคืนเต็นท์ นอนสบายครับ ไม่ร้อนเลย” โอ๊ตตอบ ในขณะที่ผมมองดูองุ่นเหมือนกัน

ในเรือลำเรา มีครอบครัวใหญ่ 1 ครอบครัว ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกเขย ลูกชาย และลูกสะใภ้ ผมจำได้ว่าหัวหน้าครอบครัวคือคนที่เดินเข้ามาคุยสั้น ๆ กับโอ๊ตหลังจากเราอาบน้ำเสร็จ

“เนี่ย เค้าต้องเอา สปีดโบ้ท มารับเรานะ ไม่ใช่เรือหางยาวแบบนี้” ลูกสาวฟ้องคนในครอบครัวเรื่องยานพาหนะนำกลับเข้าฝั่ง
“เดี๋ยวจะต้องโทรไปโวยวายหน่อย บริษัทเรือ จริง ๆ เราไม่ได้นั่งเรือหางยาวนะป๊า เราต้องได้นั่งสปีดโบ้ท เราจ่ายตังค์ไปแล้ว” เธอยังไม่ลดละ ทำเอาผมสนใจในบุคลิกและท่าทาง ..

องุ่นเล่นน้ำทะเล น่าสนใจกว่าเสียงบ่นของเธอ ผู้คนในเรืออีกสองสามลำ ที่จอดรอ ก็ต่างสนใจองุ่นกันหมด
.
“ไปแล้วนะ องุ่น” ผมพูดกับตัวเองในใจ

เรือค่อย ๆ แล่นออกห่างจากอาดัง ผมหันไปมองและสัญญาว่าจะกลับมาอีกให้ได้ และจะมาลองบ้านพักของอุทยาน และมาพร้อมเพื่อน ๆ อีก 8 คน

เรือทุกลำจากทุกทิศ มุ่งหน้าไปมายังโป๊ะกลางน้ำ หน้าหาดพัทยา ความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่ต่างจากขามา ผู้คนแก่งแย่งขึ้นเรือ แย่งที่นั่งบนเรือ เราได้ที่นั่งเกือบจะเป็นที่สุดท้าย ส่วนคนที่ก้าวเท้าเข้าเรือช้ากว่าเรา เลือกไม่ได้สุดท้ายก็ต้องยืน หรือไม่ก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ เรือโอ้เอ้อยู่พอควรกว่าจะออก โชคดีที่แอร์เย็นเลยไม่ได้เห็นหน้างอ ๆ จากคนที่ยืนเท่าไหร่ เรายังหยิบหนังสือมาอ่านฆ่าเวลากัน

“ตะรุเตาครับ ตะรุเตา” เจ้าหน้าที่เรือตะโกนเรียกผู้โดยสารบอกว่าถึงที่หมายหลังจากเรือล่องมาได้ค่อนชั่วโมง

เราไม่ได้ลุก หรือมีท่าทีว่าจะลุก ตามแผน ตะรุเตาคือสถานที่ ที่ผมตั้งใจจะมา ผมคิดไว้นานแล้วว่า เกาะประวัติศาสตร์อย่างตะรุเตา น่าจะต้องมาเหยียบซักครั้ง
แต่ผมก็แพ้ใจตัวเอง เพราะโดนทรายสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใสของหลีเป๊ะหลอกเข้าเต็มเปา ตะรุเตาถือเป็นสถานที่รองลงมาจากภูกระดึง ที่ผมตั้งเป้าว่าจะต้องไปเยือนให้ได้ในชีวิตนี้ แต่ดูเหมือนครั้งนี้ผมจะพลาด ..

ความน่าสนใจของเกาะไม่ได้อยู่ที่ ตะรุเตาเคยเป็นเกาะที่เคยถ่ายทำรายการ Survival Thailand ที่ภาพและมุมมองสวยมาก เมื่อถูกถ่ายทอดจากช่างภาพมืออาชีพต่างชาติ แต่ใจหลักสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงคือ ความสลด และความรู้สึกชวนขนลุกจากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยเยือน

เนื่องด้วยพื้นที่เป็นเกาะกลางทะเล ที่เต็มไปด้วยมรุสม คลื่นลม แปรปรวน อยู่เสมอ หนำซ้ำยังชุกชมไปด้วยฉลามกระหายเนื้อ ที่เป็นอุปสรรคหลักในการคิดหลบหนี ตะรุเตาจึงเป็นคุกธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ เพื่อไว้กักขังนักโทษอุกฉกรรจ์อย่างเต็มรูปแบบ

ในอดีตนักโทษกลุ่มแรก จำนวน 500 คน ถูกนำตัวมาพัฒนาพื้นที่ในเกาะ เพื่อเตรียมความพร้อมของคุก ไว้รองรับนักโทษกลุ่มอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ไม่นานก็มีการส่งตัวนักโทษมาที่นี่มากยึ่งขึ้น รวมถึงนักโทษการเมืองคนดัง ๆ หลายคน อย่างท่าน สอ เศรษฐบุตร (ผู้แปล ปทานุกลม สมัยนี้เราเรียกว่า พจนานุกรม-Dictionary) ท่านก็ถูกส่งไปที่เกาะนี้ด้วย

7_1241942671

บรรยากาศสุดวังเวงจากคำบอกเล่า ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัด บรรยากาศชวนขนพอง คุกเก่าที่เป็นซากหักร้าง หลุมศพของนักโทษที่เจ็บป่วยล้มตายจากการขาดน้ำและเป็นผู้แพ้ในการแก่งแย่งอาหาร เรือนนอนที่นักโทษเคยนอนโอดครวญยามเจ็บไข้ เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ถวิลหาความทรงจำจาง ๆ จากอดีต
เกาะนี้คงเต็มไปด้วยผี และคนตายนับไม่ถ้วน …

“ครั้งหน้าจะไม่พลาด ขอโทษทีนะ ตะรุเตา” ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง และสัญญาในใจกับตัวเอง

———-
ตอนถัดไป 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 10 : หาดใหญ่ในมุมสูง

วันอาทิตย์ เรื่องสั้น 1000 เรื่อง : เรื่องที่ 1 ดช. พรมแดง

วันอังคาร Diary เดินทาง 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ (ตอนจบ)

ขอบคุณรูปภาพหัวเรื่องจาก http://travel.kapook.com/view39083.html

และขอบคุณรูปภาพของท่าน สอ เศรษฐบุตรจาก http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody/2009/05/08/entry-1 ครับผม

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 8 : อาดังคืนที่ 3

14 พ.ค.

อาดังคืนที่ 3

8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 8 : อาดังคืนที่ 3

เสียงใบสนและสายลมที่นี่ประสานเสียงบอกเราว่า “ขอบคุณที่กลับมา” ความรู้สึกสบายใจอย่างที่สุดเกิดขึ้นยังกับได้กลับบ้านเกิดที่คุ้นเคย  ความรู้สึกผูกพันธ์เหมือนเพื่อนเก่าที่ทอดทิ้งไปนาน เดินเข้ามากอดคอแล้วถามเราว่า “เฮ้ย มึงเป็นยังไงบ้าง กูคิดถึงมึงนะ” เกิดขึ้นทันทีที่มาเต้นท์หลังเก่า ..

.

ความรู้สึกต่อต้านว่าช่างเป็นเกาะที่เงียบเหงา ไร้ผู้คน ถูกปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เป็นเกาะที่แสนสงบ คงต้องขอบใจ Walking street ที่ทำให้ทัศนคติต่อสิ่ง ๆ หนึ่งเปลี่ยนไปได้รวดเร็ว ถึงตอนนี้เราทั้งคู่ยอมรับว่า ที่นี่แหละ เหมาะกับเรา นักเดินทางแบบเราเหมาะสมกับสถานที่แบบนี้ ความรู้สึกว่าอยากเปรียบเทียบอาดังกับหมู่เกาะสุรินทร์หายไปหมดสิ้น … อาดัง ก็มีเสน่ห์แบบอาดังที่หลีเป๊ะไม่มี .. และหมู่เกาะสุรินทร์ไม่มี

.
อาดังในวันนี้มีคนเยอะไม่ต่างจากอาดังในวันแรกที่เรามา หลังจากคณะแม่โจ้กลับไป ก็มีกลุ่มทัศนศึกษากลุ่มใหม่ที่เป็นเนตรนารีวัยประถมค่อนมัธยมกางเต็นท์จับจองพื้นที่อยู่หน้าหาด เด็ก ๆ หญิงล้วนดูเรียบร้อยภายใต้กรอบที่ครูขีดไว้ ทำให้ความสงบของอาดังไม่ได้ถูกเบียดบังไปแบบคืนแรกที่เราเจอ

.

ผมกับโอ๊ตเดินผ่านเต็นท์ของเนตรนารีสีฟ้าสดใส ไปทางหาดทิศพระอาทิตย์ตก หาดเงียบ ๆ ที่มี น้อง ๆ 5-6 คนเล่นน้ำกันสนุกตามประสาวัยรุ่น ดูสมวัยและครื้นเครงอยู่มาก เสียงหัวเราะ และสำเนียงใต้ ทำผมอบอุ่น พระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปทีละน้อย แสงสีทองสาดส่องอยู่ริมขอบฟ้าสลับกับก้อนเฆมที่ลอยบางอยู่ข้างขอบฟ้า ผมนึกขำตัวเองที่ความสุขของคนเรามันมีได้ง่ายเหลือเกิน … แค่พระอาทิตย์ตกก็มีความสุขแล้ว …

.

เอาจริง ๆ นะ ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกสำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพมีค่าจริง ๆ เวลาพวกเค้าไปต่างจังหวัด … เพื่อนผมหลายคนดูจะสนุกกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์พระอาทิตย์ตกในแต่ละที่ ที่ได้ไป การปลุกกันแต่เช้าให้รีบไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยว
ที่ถวิลหาความงามจากกิจวัตรของพระอาทิตย์ ..

ผมเคยนึกอยากให้คนกรุงเทพมีความสุขกับพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในกรุงเทพบ้าง คงดีไม่หยอกถ้ามีซักมุมนึงที่เราสามารถเห็นพระอาทิตย์ตกตอนเดินอยู่อนุสาวรีย์ชัยได้ หรือคงดีไม่หยอกที่จะมีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจุดชมพระอาทิตย์สวยในกรุงเทพได้บ้าง … (นอกจากบนตึกสูง)

.

“เดี๋ยวครั้งหน้าเรามา เราต้องจองบ้านพักให้ได้นะ” ผมตัดบทความคิดเพลิน ๆ ของตัวเองเกี่ยวกับพระอาทิตย์ตก
“ต้องวางแผนไว้เลย ถ้าจะมาก็ 3-4 เดือนก่อนมา ก็จองไว้เลย ไม่งั้นพลาด” โอ๊ตรอบคอบตามเคย
“อืม แต่เวลาพวกเราไปไหนกันนี่ พักแต่บ้านพักอุทยานกันหมดเลยเนอะ” ผมเขี่ยทรายเล่น
“บ้านอุทยานดีนะ คือถ้าเราจอง ห้องก็ดี เค้าทำดี แต่ละที่ก็ทำดี ไม่ขี้เหร่” โอ๊ตพูดจากประสบการณ์ล้วน ๆ
“แต่จริง ๆ นะ ที่นี่ ตอนดูในรูป ไม่เห็นจะอยากพักเลย ทำไม มันดูโทรม ๆ วะ ในรูป แต่พอมาจริง ๆ ไมมันดูดีจังวะ” ผมยังเขี่ยทรายอยู่
“เออ จริง เนี่ยนะ ถ้ามา แล้วจองได้บ้านตรงนี้นะ โหย ดูดิ แบบว่าที่พักอยู่หน้าหาด บนผา มันดีนะ กูว่า “ โอ๊ตหันไปมองบ้านพัก
“อืม ๆ เดี๋ยวเราต้องหลอกพวกมันมาอีกให้ได้” ผมคิดการณ์ใหญ่

บ้านพักอุทยาน

หลังจากอาบน้ำแล้วเราใช้เวลาในช่วงค่ำมาประจำที่สำนักงานของอุทยาน มีเจ้าหน้าที่นอนให้ทีวีช่อง 7 ดู แกกรนคร๊อกฟี่ เบา ๆ พัดลมหมุนเอื่อย ๆ
ความสุขของกะทิ และ มันมากับความเหมียว ยังมีบทบาทต่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของเรามาก ๆ

.

องุ่น มานี่มะ” ผมทิ้งโอ๊ตออกมานั่งข้างนอก เมื่อสังเกตเห็นว่ามีลมโชย และองุ่นก็เดินมาพอดี

องุ่นเป็นหมาที่เกาะนี้ (มั้ง) ผมเห็นมีหมาอยู่ตัวเดียว เดินไป เดินมาเมื่อช่วงเย็น … ผมถือวิสาสะเรียกว่าองุ่น ตามกลิ่นครีมทาตัวที่ซื้อมาจากห้างทุกคนที่เดินผ่าน รักใคร่องุ่น เรียกหา และองุ่นก็ดูเหมือนรักใคร่ทุกคนที่เดินผ่าน กระดิกหางเดินตามไปอย่างว่าง่าย

.

องุ่นเดินเข้าหาผม ผมซื้อใจองุ่นโดยการให้องุ่นดมมือดมขา ก่อนองุ่นจะให้ผมลูบหัว ผมใช้ไม้เด็ด เกาคาง และนวดให้องุ่น จนองุ่นหลับเคลิ้มไป

.

“แกมาอยู่ได้ไง องุ่น มาจากไหน” ผมคุยกับองุ่นที่เคลิ้มหลับไปแล้ว มือยังลูบขนให้องุ่นอยู่
“มาจากหลีเป๊ะ หรือเปล่า ? รำคาญเสียงผับใช่ไหม ? “ ผมต่อด้วยประโยคคำถาม
“… “ องุ่นสะบัดหางไล่ยุง ..
ผมหัวเราะในลำคอ และดีใจที่องุ่นขยับตัว เหมือนพยายามตอบคำถาม …

.

ไม่รู้แหละ .. ผมสรุปไปแล้วว่า องุ่นก็หนีมาจากหลีเป๊ะ เหมือนพวกเรา .. ผม โอ๊ต คณะแม่โจ้ คณะเนตรนารี และเจ้าหน้าที่อุทยาน ..

.

ก่อนจะหลับ เหมือนผมได้ยินเสียงเพลงแว่ว ๆ ดังไกลมาจากเกาะหลีเป๊ะ .. ต้องเป็นผับแน่ ๆ อย่างที่เจ้าหน้าที่ว่า โชคดีแค่ไหน ที่หนีมาได้ แต่เอ๊ะ
มันจะมาไกลขนาดนั้นเลยเหรอ หรือผมคิดไปเอง อาจจะเป็นคณะเนตรนารี กำลังแดนซ์กันอยู่หน้าหาดก็ได้ … “โอป้า กังนัมสไตล์”

องุ่น

———-
8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 9 : ตะรุเตา

วันอาทิตย์ เรื่องสั้น ดช. พรมแดง

วันอังคาร Diary เดินทาง 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ

วันศุกร์ Diary เดินทาง 8 / 4 = 2 อาดัง ราวี หลีเป๊ะ

Dialogue in the dark : บทเรียนในความมืด ตอนจบ : ความมืดในแสงสว่าง

12 พ.ค.

Dialogue in the dark

Dialogue in the dark : บทเรียนในความมืด ตอนจบ : ความมืดในแสงสว่าง

” เพื่อเป็นการเข้าใจที่ตรงกันนะครับ ทางเราขอแจ้งให้ทราบว่านิทรรศการนี้จะยังเปิดให้บริการต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม 2556
ตามใบสัญญาที่เราซื้อมา” ถ้อยคำจาก Admin ของ Facebook : Dialogue in the Darkในประเทศไทย (http://www.facebook.com/didthailand)
Spoil Alert … เนื้อหาต่อจากนี้ อาจทำให้ท่านเสียอรรถรสในการเยี่ยมชมนิทรรศการ ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสกรุณาเข้ามาเยี่ยมใหม่ในตอนถัดไปครับผม ขอบคุณมากครับ
SAGURONG.
“เอ่อ … ผมอยากรู้มากเลยครับ เจ้าหน้าที่ทุกคนมองเห็นพวกเราโดยใส่แว่นที่สามารถมองได้ในความมืดใช่ไหมครับ” ผมถามเพราะสงสัยตั้งแต่เริ่มเดินเข้ามา ..
 “อ่อ ไม่ครับ เจ้าหน้าที่ทุกคนตาบอดครับ มองไม่เห็น คนขายน้ำที่มินิบาร์ น้องที่ขับตุ๊กตุ๊ก รวมถึงคนที่คอยช่วยในนิทรรศการ ทุกคนเป็นผู้พิการทางสายตาหมดทุกคนครับ” ไกค์อุดมตอบ
 .
“เฮ้ย …. “ คำอุทานที่พร้อมใจของพวกเรา …
.
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะ … ถึงตามองไม่เห็น แต่ผมก็จับความรู้สึกได้ว่าพวกเราประหลาดใจ สลดใจ … และดูเหมือนตอนนี้ในสมองของทุกคนจะเต็มไปด้วยหลากหลายคำถาม ..
.
“อุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ เศษกระจกบาดตาตอนอายุ 25” ไกค์อุดมพูดขึ้น ทำลายความเงียบในช่วงที่ผ่านมา เสียงของความมั่นใจหายลงไป
“อ้าว ไม่ได้เป็นแต่เกิด แบบนี้ทำใจยากไหมครับ” คุณจ๋ายถามบ้าง จากที่เงียบ
“ใช้เวลา 6 เดือนครับ บางคนไม่ได้เป็นแต่กำเนิด ก็ 1  ปีก็มีครับ” ไกค์อุดมตอบทันที ที่มีเสียง อุทานคำว่า โห ..
.
ผมรู้สึกว่าอีกหลายคนยังรู้สึกช๊อคในเรื่องนี้
.
“แล้วคุณอุดม บ้านอยู่ไหนครับ” คุณนุถามขึ้น
“สาย 2 พุทธมณฑลครับ”
“โห สาย 2 มายังไงนี่ครับ” ภาพที่ผมนึกตามมันดูวุ่นวาย
“4 ต่อครับ ก็รถเมย์ มา”
“โหลำบากน่าดู”  
“ชินแล้วครับ”
“คืออันนี้พี่อุดมทำงานประจำที่นี่หรือเปล่าคะ” คุณปอม ถามบ้าง
“ใช่ครับ”
“แล้วถ้าหมดนิทรรศการจะไปทำงานอะไรครับ” คุณนุถามเอ่ยขึ้น เสียงเหมือนกำลังขยับตัว
“ก็คงหางานใหม่ครับ ก่อนหน้านี้ทำอยู่สมาคมคนตาบอด”
“มีคนที่ปรับตัวไม่ได้หรือเปล่าครับ แบบ รับไม่ได้ อะไรพวกนี้” คุณจ๋ายวกมาเรื่องเดิม
“มีครับ อย่างมีคนเป็นเสียขา แล้วต้องนั่งรถเข็น เค้าไม่ไปไหนเลยเป็นเวลา 2 ปี อยู่แต่ในห้อง ทำใจไม่ได้”
“คนตาบอดฝันไหมครับ” ผมถามบ้าง
“อย่างผม ก็ฝันนะครับเพราะเคยเห็นภาพมาก่อน ฝันเหมือนกันหมดแหละ แต่แค่จะฝันยังไงก็อีกเรื่อง อย่างคนตาบอดบางคนกลัวผีก็มี “
“กลัวยังไง “ คุณนุถาม
“แบบ ได้ยิน เสียงหลอน บรรยากาศชวนขนลุก อะไร แบบนี้หนะ ครับ”
“เออ ผมเคยไปร้านอาหารที่พอเข้าไปจะมืดหมด แล้วให้เราสั่งอาหารแล้วก็กินในความมืดแบบที่นี่แหละ แต่คือเราไม่รู้เลยว่าอาหารนั้นอะไร เหมือนพอตาบอดแล้วเราไม่รู้รสชาติอะไรเลย” คุณนุเล่าประสบการณ์
“เอ๊ะ มันยังมีอยู่ไหมครับ” คุณจ๋ายถาม
“หมดไปแล้วครับ” ไกค์อุดม ตอบคำถามแทน
“เอ๊ะ คนตาบอดนี่เล่น facebook ไหมครับ” ผมถามขึ้นอีก
“เล่นครับ เล่นเว็บ facebook เกมส์ อะไรพวกนี้เล่นหมด”
“หือ เล่นยังไงครับ” เอกสงสัย
” มันมีโปรแกรมครับ แบบเอาเคอร์เซอร์ไปวางมันก็จะพูดออกมาเป็นคำให้  โปรแกรมสำหรับคนตาบอดครับ”
“อ้าวเกมส์เล่นไงครับ” ผมถามอีก
“ก็ฟังเสียงเอาครับ ส่วนใหญ่เป็นเกมส์ต่อสู้ แบบ street fighter”
.
เราถามอีกหลายเรื่อง ก่อนไกค์อุดมจะพาเราออกมาจากความมืด
.
แสงสว่างที่ผ่านเข้ามา ทำให้ผมเห็นไกค์อุดม และ เพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่เข้าไปตรงหน้า ความรู้สึกปลอดภัยกลับมาอีกครั้ง แสงสลัวตรงโต๊ะช่วยปรับสายตาให้เรา สมุดเยี่ยมวางอยู่บนโต๊ะ ทุกคนมองดูไกค์อุดมที่ยืนกุมมือใส่แว่นดำอยู่ตรงหน้าเรา
.
“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่วันนี้มาร่วมนิทรรศการของเรา นิทรรศการจะมีเปิดไปจนถึงตุลาคมนี้ อยากให้คนมาเยี่ยมชมเยอะๆ อยากให้ทุกคนมีประสบการณ์เอาไปบอกเล่าให้เพื่อนฝูงกัน ฝากเว็บไซด์ www.facebook.com/didthailand.com ด้วยนะครับ”  ไกค์อุดมดูประหม่าต่อหน้าพวกเราที่มองเห็น ผมรู้สึกว่าในที่มืดพี่อุดมดูมั่นใจกว่านี้
.
“ได้เลยครับ เราจะชวนคนมาเยอะ ๆ วันนี้ประทับใจมากเลย” คุณนุพูดออกมาจากใจ
“เออ ผมก็ลืมให้ดู “ แกพูดพลางถอดแว่นกันแดด
“นี่ครับ อุบัติเหตุรถยนต์ตอน 25 เศษกระจกเข้าไปในตา “ ไกค์อุดมชี้ไปที่ดวงตาสีเทา
“คุณอุดมอายุเท่าไหรครับ” ผมถามบ้าง
“35 ครับผม”
“แล้วพี่อุดม อยู่บ้านกับใครคะ” คุณปอมถามบ้างหลังจากเขียนสมุดเยี่ยมเสร็จ
“อยู่กับแม่แล้วก็ลูกชายครับ ลูกชายผม 14 ขวบแล้ว กำลังวัยรุ่นเลย” พี่อุดมยิ้ม
“อ้าว แล้ว ….” ผมพลั้งปาก
“ทิ้งไปตั้งแต่ ตาบอดได้ 3 ปีครับ”
.
หลังจากร่ำลา ผมขอกอดพี่อุดมและบอกว่า จะชวนคนมาเยี่ยมชมนิทรรศการให้ได้เยอะ ๆ
.
“ขอบคุณครับ” ผมพูดแทนความรู้สึกที่คุณจ๋ายถ่ายรูปให้หลังออกมาด้านนอก
“ไม่เป็นไรครับ ถ่ายได้  เวลา 1 ชั่วโมง ก็รู้สึกสนิทแบบแปลก ๆ ยังไงไม่รู้” คุณจ๋ายคืนกล้องก่อนพวกเราจะเดินลงบันได
.
ผมรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน รู้สึกสนิทกับคนทั้ง 7 รวมถึงพี่อุดมด้วย ความมืดในแสงสว่าง ก็คือโลกที่พี่อุดมต้องเจอ … สิ่งที่มนุษย์จะทำได้ก็แค่อดทน เรียนรู้ ปล่อยวาง แล้วทุกสิ่งก็จะผ่านไป …
.
ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาส เชิญนะครับ จามจุรี แสควร์ ชั้น 4 นิทรรศการ Dialogue in the dark ดีมาก จนอยากบอกต่อ .. ไปลองพบโลกแห่งความมืดดูบ้างครับเราจะเข้าใจโลกมากขึ้น เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่ด้านสว่าง ..
———–
ผมขอสัญญาว่า ผมจะเชิญชวนคนไปร่วมนิทรรศการ Dialogue in the dark ให้ได้ครบ 100 ก่อนตุลาคมนี้ .. ขอให้ผมทำสำเร็จ
เรื่องสั้นใหม่ : ดช. พรมแดง พบกันได้ทุกคืนวันอาทิตย์เวลา 20.oo น.
วันอังคาร และวันศุกร์ พบกับเรื่องยาว อาดัง ราวี หลีเป๊ะ เช่นเคยนะครับ
สอนออกกำลังกาย และโภชนาการ เข้าใจง่าย ได้ผล

สอนออกกำลังกาย สอนโภชนาการ เข้าใจง่าย ไม่หักโหม ไม่อดอาหาร ปลอดภัย

Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Nutmos

Apple, camera, computer and my life

Thailandkendama's Blog

Kendama Pro skill

Teerapuch Room

Back to basic before go to advance

Wrong Hands

Cartoons by John Atkinson. ©John Atkinson, Wrong Hands

นานาสาระกับนายกาฝาก

คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี บ่นไปเรื่อย ไม่ให้ตกกระแส

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

SAGURONG

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ SAGURONG ครับผม ^_^

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.