Archive | Uncategorized RSS feed for this section

อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 11 (ตอนจบ) : เทศกาลโคมไฟหาดใหญ่สีสันเมืองใต้

29 พ.ค.

เทศกาลโคมไฟ

อาดัง ราวี หลีเป๊ะ ตอนที่ 11 (ตอนจบ) : เทศกาลโคมไฟหาดใหญ่สีสันเมืองใต้

“ชาว มาเลเซีย สิงค์โปร์ มาไหว้ ท้าวมหาพรหม บ่อย บางคนถูกหวยเป็นล้าน ๆ ก็ซื้อของมาถวาย โต๊ะหินอ่อน ม้านั่งหินอ่อน ทั้งหมดนี่นั่นก็ใช่ ตัวหนังสือ ภาษาจีน ก็เป็นชื่อของครอบครัวเค้าทั้งนั้น” พี่ชายตอบข้อสงสัยของที่มาเกี่ยวกับภาษาจีนบนม้าหินอ่อนทั่วบริเวณ

“ชอบไหม หาดใหญ่” พี่ชายหันมาถามก่อนหมุนพวงมาลัยหลบรถที่สวนขึ้นมา

“ชอบครับ ไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรน่าสนใจแบบนี้” ผมตอบไปแบบที่รู้สึกอีกครั้ง

รถแล่นผ่านต้นไม้ใหญ่ร่มครึม ความมืดเริ่มแบ่งสัดส่วนกับความสว่าง ทางพร่ามัวด้านหน้า ทำให้พี่ชายเปิดไฟ ลมพัดโกรกใบไม้ปลิวว่อน  เมืองค่อย ๆ สว่างขึ้น ด้วยดวงไฟที่ค่อย ๆ ทยอยเปิด จากวิวผ่านหน้าต่างมัว ๆ ของรถ ทำให้เห็นไฟบนถนนที่คดเคี้ยว เลี้ยวลอดไปตามจุดต่าง ๆ ของหาดใหญ่  ผมคิดจะถ่ายรูป แต่อยากประหยัดแบตเตอรี่ขีดสุดท้ายให้ เทศกาลโคมไฟหาดใหญ่สีสันเมืองใต้

“โชคดีนะครับน้อง ถ้าไม่มีรถไปสนามบิน โทรหาพี่ได้นะ ตามเบอร์ที่ให้ไว้” ไมตรีจิตรจากพี่ชายอีกหนที่มีต่อเราเมื่อรถจอดสนิท

ไฟประดับหลากสี รูปร่างและขนาด จัดวางเรียงราย ประดับประดารอบบริเวณ ดอกไม้กอใหญ่กระพริบเปลี่ยนสีไปมา ตามจังหวะดนตรีที่เปิดคลอ ผีเสื้อไฟประดับหลากชนิด และสีสัน บินดอมดม พรรณไม้นานาพรรณที่ พุ่มไม้เตี้ยที่ถูกพันด้วยหลอดไฟประดับนับพัน ส่องสว่างเปิดทางหลอกล่อหมู่แมลง

“เออ ๆ มันจัดดีหวะ” โอ๊ตพูดชมเมื่อตอนเรากำลังผ่านอุโมงไฟประดับ

“เห็นไหมลูก มันเปลี่ยนสีได้” คุณพ่อชวนลูกชายเฝ้าดูอุโมงไฟประดับสลับจากสีทองเป็นสีชมพู แดง และน้ำเงิน

“มึง ๆ ถ่ายตรงนี้ได้ไหม ? กูเอาสีทอง “ ผมยื่นโทรศัพท์ตัวเองให้โอ๊ตก่อนจะบอกให้โอ๊ตถ่ายให้ถูกสี

“มาแล้ว มาแล้ว” เราตื่นเต้นกับไฟประดับที่เพิ่งเปลี่ยนมา ฃ

“แบตจะหมดหว่ะ “ โทรศัพท์ผมคงขึ้นเตือนให้โอ๊ตเห็น

“เออ หมดก็หมด” ผมยืนกางแขนรอไฟสีทอง

โคมไฟและแสงสีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่ มีความรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานขึ้นมาไม่แพ้เด็ก ๆ ความรู้สึกอารมณ์ดี และผ่อนคลายไปกับโคมไฟ หลากสี ภาพความสุขของคู่รัก ครอบครัว เพื่อนฝูงที่เกาะกลุ่มถ่ายรูปกัน มันทำให้เรารู้สึกว่า ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยคนที่มีความสุข มีพลังความสุขไหลเต็ม ไปหมด

เวลากระชั้นชิดเข้ามา แม้ว่าเรายังรู้สึกอยากเดินเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ต่ออีกซักหน่อย แต่เหมือนตารางที่จัดเอาไว้บังคับเราว่า ต้องไปสนามบินแล้ว

สนามบินหาดใหญ่ในวันกลับ ทำให้ผมไม่รู้สึกกลัวระเบิดเหมือนตอนขามา ทหารและสุนัขตรวจวัตถุระเบิดทำหน้าที่เดินไปมาน่าเกรงขาม

“ได้ค่ะ ขอคืนได้ ภาษีสนามบินสำหรับคนที่ไม่มาจะเที่ยวละ 107 บาท” เจ้าหน้าที่ยิ้มสวยแจ้งผมตอนผมยื่นบัตรประชาชนให้ตอนโหลดกระเป๋า

“แล้วอีกนานไหมครับ จะได้เงิน” ผมเซอร์ไพรซ์ไม่น้อยที่ขอคืนได้ด้วยสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทาง

“ก็ราวเดือนนึงค่ะ ของพี่ก็น่าจะราว 2000 กว่าบาท เยอะนะคะ ขอคืนเลยค่ะ เงินเรา” น้องดูสวยมากขึ้น

“น้อง ขอบคุณมากครับ ขอบคุณครับ” ผมโค้งตัวแบบคนญี่ปุ่นขอบคุณไปด้วย

“ผู้โดยสารที่โดยสารมากับ Thai Air Asia เที่ยวบินที่ FB3113 เที่ยวบินที่ FB3113 ที่จะเดินทางจากหาดใหญ่ ไปท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ขณะนี้เครื่องพร้อมบริการผู้โดยสารแล้วค่ะ “

ทันทีที่เจ้าหน้าที่ประกาศ สติผมก็กลับคืนมาจากการนั่งทบทวนทั้งทริปตลอด 4 คืนที่ผ่านมา ผมนึกให้คะแนนความวือหวาของทริปอยู่ที่ พอใช้ได้ เพราะเราเที่ยวกันแบบเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ตัดสินใจเรื่อย ๆ แต่คะแนนความสุขผมให้ ดีและประทับใจแบบไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญเราเอาชนะความกลัวได้หลายอย่าง

สิ่งที่ผมเคยกลัวก่อนมาว่าการเที่ยวสองคนจะไม่สนุก กร่อย และไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกัน  แต่พอเอาเข้าจริง เราก็หาเรื่องคุยที่พอดีกันตรงกลางได้ แถมกลับทำให้เราคล่องตัวและตัดสินใจอะไรได้ง่ายในแต่ละสถานการณ์ สำหรับผม จู่ ๆ ก็เกิดทักษะชวนคุยและหาเรื่องปรับตัวกับโอ๊ตได้ไม่เคอะเขิน ส่วนโอ๊ตก็ดูเหมือนจะสนุกกับการดำน้ำเข้าไปอีก ความมั่นใจในการว่ายน้ำก็คงจะเยอะขึ้น  และที่สำคัญต้องขอบคุณความสุขของกะทิ และมันมากับความเหมียวที่ช่วยเติมเต็มช่วงเวลา 4 วันให้สนุกยิ่งขึ้น

สำหรับเรา การออกเดินทางนอกจากจะเปิดโอกาสให้ผมและโอ๊ตพบประสบการณ์ใหม่แล้ว ยังทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เรากลัวจริง ๆ มันน่ากลัวเฉพาะตอนที่ เราคิดแค่นั้นแหละ

ออกเดินทางกันเถอะครับ ออกไปเจอประสบการณ์ใหม่ และสลายความกลัว

ดอกไม้ประดับ

———-

ขอบคุณครับ เจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ

Advertisements

4761 วัน บทที่ 9 พ่อครัวอินเดียกำลังเดินมองหาอะไรอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจ

23 ก.ค.

4761 วัน บทที่ 9 พ่อครัวอินเดียกำลังเดินมองหาอะไรอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจ

ความมืดดำเริ่มปกคลุมท้องฟ้าในทิศตะวันออก ด้านตะวันตกยังคงมีแสงสีส้มอ่อน ๆ เส้นขอบโลกกลืนพระอาทิตย์ไปซักแค่ไหนแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจเพราะเบื้องหน้าเป็นตึกหลายขนาดบดบังมุมพระอาทิตย์ตก

ตึกต่าง ๆ ถูกประดับประดา ไปด้วยต้นไม้กระถางขนาดเล็ก บ้างก็มีระแนงไม้สีเหลืองเข้ากับดอกไม้สีส้มอมแดง ที่ปลูกไว้ริมรั้ว ข้าง ๆ เป็นตึกขนาดเล็ก สีขาวล้วน ดูสะอาดสะอ้าน เราไม่ต้องสังเกตุก็รู้ว่าเปิดให้เป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาบ่อผุดเป็นแน่

“พี่ครับ มีห้องพักว่างหรือเปล่าครับ” ผมและเพื่อน ๆ ช่วยกันถามข้อมูล สำหรับที่พักในคืนนี้ โดยเราไม่ได้หาข้อมูลหรือจับจองกันมาไว้ก่อนล่วงหน้า
“มีค่ะ ดูยังไงดีคะ” เจ้าหน้าที่ตอบและมองสำรวจดูจำนวนคนของพวกเรา
“มียังไงบ้างครับผม ห้องเท่าไหร่ แล้วมีอะไรบ้าง” ผมถามเพิ่ม
“ก็มีห้อง 1,500 2,000 2,500 ค่ะ ไม่มีอาหารเช้า เช็คเอ้าท์ตอนเที่ยงค่ะ เอากี่ห้องดีคะ? “ พนักงานตอบกลับชัดถ้อยชัดคำ
โอเค ครับ งั้นไม่เป็นไรครับผม” ผมรีบปฎิเสธเสียก่อนที่เค้าจะพาเราไปดูห้อง เพราะเราตกลงกันไว้แล้วคืนนี้เราจะพักกันไม่เกินคืนละ 1000 บาท/ห้อง/2 คน

เราเดินไล่ถามตั้งแต่ต้นซอยได้มาเกือบ 4-5 ที่ บางทีก็ มีห้องไม่เพียงพอ สำหรับเรา บางทีเราก็เดินผ่าน เพราะสภาพไม่น่าอยู่เท่าไหร่นัก หรือไม่ ก็ไม่เข้าเกณท์ของเรา จากการสังเกตุเห็นได้ชัดว่า ฝั่งขวามือของเราซึ่งเป็นด้านที่เป็นที่พักติดอยู่ริมหาดจะมีราคาแพงกว่าด้านขวามือซึ่งเป็นอีกด้านของถนน ซักประมาณ 500-1000 บาท แต่ก็ยังไม่เจอที่ใช่เสียที

“พี่ครับ ถามหน่อยครับ” ผมลังเลที่จะเข้าไปถาม แต่สุดท้ายก็เดินเข้าไป ถามจนได้
“ครับ ว่ายังไงครับ” ชายหนุ่มที่นั่งหันหลังให้เราบนเก้าอี้สีขาวสูง และวางคอมพิวเตอร์บนมินิบาร์ยาวสีขาวเช่นกัน หันมาคุยกับผม (ทราบทีหลังว่าชื่อพี่เอก)
“คือที่นี่มีห้องพักเหลือไหมครับ” ผมถามต่อ แต่ก็ไม่ได้หวังอะไร เพราะมองเข้าไปด้านในเห็นโซฟาที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย ทุกอย่างเป็นวัสดุสีขาวสบายตา ด้านหลังเป็นสระว่ายน้ำ มีแสงสีเหลืองอ่อนกระทบกับน้ำในสระ ระยิบระยับเป็นประกาย
“มีครับผม สนใจกี่ห้องครับผม” พี่เอกลุกยืนขึ้นจากเก้าอี้ หันหน้าตรงมาคุยกับผม สบตาและยิ้มที่มุมปาก
“คือราคา ยังไงครับผม ห้องละเท่าไหร่” ผมถามต่อ ตาก็หันไปมองดูบรรยากาศโดยรอบ น่าประทับใจเลยทีเดียว
“ปรกติ จะขายลูกค้าอยู่ที่ 1200-1700 ครับ แต่เห็นว่ามากันเย็นแล้ว งั้นผมคิดแค่คืนละ 500 ละกัน” พี่เอกยิ้ม มองดูพวกเรา
“หือ เท่าไหร่นะครับ “ ผมทำเป็นได้ยินไม่ชัด เพื่อหวังจะให้แกพูดอีกครั้ง
“คืนละ 500 ครับ” พี่เอกตอบเหมือนเดิมเดะ
“แล้วถ้ามีห้องต้องเสริมเตียงละครับ พอดีมากัน 7 คน ก็กะว่าจะอยู่ 2 คน 2 ห้อง แล้ว อีกห้องอยู่ 3 คน” ผมถามข้อมูลเพิ่มในใจคิดไปไกลแล้ว
“พี่คิดเพิ่มอีก 200 ครับ ค่าเสริมเตียง เป็น ห้อง 3 คน 700 ครับ” พี่เอกตอบสุภาพ

ผมหันไปมองหน้าเพื่อนและคุยรายละเอียดเกี่ยวกับราคาที่พี่เอกแจ้งมา เพื่อน ๆ ตกลงกันแทบจะทันที เราขอเดินไปดูบรรยากาศห้องกับพี่เอกเพื่อความชัวร์ก่อนจะตกลงอีกครั้งนึง เพื่อนทุกคนพูดถึงสระว่ายน้ำ ว่าจะมาเล่นน้ำกันให้ได้ ซึ่งพี่เอกก็บอกว่าแขกเล่นได้ แต่อย่าให้ดึกมากและเสียงดังรบกวนแขกท่านอื่น หลังจากเก็บกระเป๋า เราก็ออกไปหาอะไรกินกัน บริเวณถนนเส้นนี้ ขายของฝาก และของกินแทบทั้งเส้น มีร้านให้เช่ามอเตอร์ไซด์อยู่เยอะแยะเต็มไปหมด และยังมีรถเข็นขายโรตี และผลไม้อยู่ 2-3 ร้าน

ร้านอาหารส่วนใหญ่ คาคั่งไปด้วยฝรั่ง เราประหม่าเล็กน้อยที่จะเดินเข้าไปกินในร้านพวกนี้ สุดท้ายเราก็ถามแม่ค้าบริเวณย่านนี้เพื่อหาของกินที่ถูก อร่อย และถูกใจคนไทยอย่างพวกเรามากกว่าร้านอาหารชื่อไทยหรู ๆ ทีมีเมนู ต้มยำกุุ้งชามละ 450 (ขายฝรั่งเท่านั้น !!! )

หลังจากอิ่มกันอย่างเต็มที่ เราเดินกลับมายังที่พักเวลาเกือบ 3 ทุ่ม เพื่อน ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะไปเปลี่ยนชุดมาเล่นน้ำ (หลังกินข้าวเนี่ยนะ) ผมแวะตรงโซฟายาวนุ่ม ดูคร่าว ๆ โซนนี้น่าจะเป็นโซน Restaurant ซึ่งเป็นโซนเดียวกันกับมินิบาร์ที่เราเจอพี่เอกตอนแรก กีตาร์อคูสติกเก่า ดึงดูดสายตาผมเหลือเกิน หนังสือเพลงเก่า ๆ 4-5 เล่ม วางกระจัดกระจาย ผมหยิบมาเล่นหลังจากที่ไม่ได้เล่นกีตาร์เสียนาน

เพื่อน ๆ แข่งว่ายน้ำกัน พร้อมทั้งหัดท่าผีเสื้อกันอย่างสนุกสนาน ตะโกนเรียกผมเป็นครั้งคราวให้ลงไปเล่นด้วย แต่ผมก็ยังคง “ฟิน” อยู่กับดนตรีและเสียงเพลงจากกีตาร์อคูสติกตัวนี้

บริเวณห้องครัวเสียง ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ อะไรก็ไม่รู้ ผมต้องก้มๆ เงย ๆ จากหน้าหนังสือเพลงตั้งหลายครั้งเพื่อหันไปมองว่า ใครกำลังทำอะไรอยู่ ไฟเปิดขึ้น ชายตัวใหญ่ ผิวสีคล้ำ หน้าตาออกไปทางอินเดียกำลังหาอะไรซักอย่าง หรือว่าเค้าจะเป็นพ่อครัวชาวอินเดีย ผมหยุดเล่นและเฝ้ามองพฤติกรรมอยู่ซักพัก เพื่อดูให้แน่ใจว่าเค้ากำลังทำอะไร จากลักษณะตอนนี้พ่อครัวอินเดียกำลังเดินมองหาอะไรอยู่ ผมไม่แน่ใจ เอ๊ะ หรือว่าพ่อครัวอินเดียกำลังเก็บของ เค้าเดินไปมาอีกรอบ ผ่านหน้ามินิบาร์ เปิดดูตู้ในตู้เย็น หยิบของในตู้เย็น เดินกลับเข้าไปในห้อง เดินออกมาจากห้อง ค้นอะไรไม่รู้ในลิ้นชักตรงมินิบาร์ แล้วก็หยุด .. เราสบตากัน ผมก้มหน้าพลิกเปิดหน้าหนังสือเพลงต่อ แต่ตายังแอบมองดูว่า เค้าจะทำอะไรต่อ

สมาธิผมกลับมาที่หนังสือเพลงต่อ ยุงเริ่มเข้ามาวนเวียนแถว ๆ ขาผมแล้ว เพื่อน ๆ ยังสนุกสนานกับการเล่นน้ำ ผมว่าจะเอ็ดซักหน่อย เพราะเสียงดังเกินไปแล้ว และมันก็ดึกพอสมควร แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวโดนเพื่อนรุม ผมเงยหน้ามาอีกที พ่อครัวอินเดียก็มานั่งอยู่บนหลังมอเตอร์ไซด์บริเวณด้านหน้าพร้อมดูดบุหรี่อย่างสบายใจ

หลังจากที่ผมหันไปเล่นกีตาร์ได้อีก 3 เพลง บทสนทนาของผมกับพ่อครัวอินเดียก็เริ่มขึ้น ..
“ยุงกัดไหมครับ” สำเนียงทองแดง ชัดแจ๋วทำให้ผมเปลี่ยนความคิดทันทีเรื่องที่คิดว่าพี่เค้าเป็นพ่อครัวอินเดีย
“ครับ นิดหน่อยครับผม” ผมตอบกลับไป มือหยุดเล่นกีตาร์
“มาสมุยได้กี่วันแล้วครับ” ดูเหมือนพี่เค้าจะหาเพื่อนคุยเสียแล้ว
“อ่อ คือวันแรกผมมานอนสมุยคืนวันก่อน แล้วเมื่อคืนก็นอนบนเกาะวัวตาหลับ บนหมู่เกาะอ่างทองหน่ะครับ แล้วคืนนี้ก็กลับมานอนสมุยอีกรอบ” ผมเล่าละเอียดเชียว
“เป็นไงครับ สมุย ดีไหม ? “ พี่เค้าถามผมเพิ่มพร้อมดูดบุหรี่เข้าคอ
“ดีครับ ผมชอบนะ ไม่เคยมาเลย รู้สึกว่าดีครับ ชอบ แล้วนี่ เป็นพ่อครัวที่นี่เหรอครับ” ผมตอบคำถาม พร้อมเปิดบทสนาบ้าง
“อ่อ พอดีผมมาช่วยพี่ชายผมทำครับ พอดีกลางวันพี่ชายผมเค้าจะเป็นเหมือนช่าง แล้วก็ช่วยพี่เอกดูแลลูกค้าครับ ส่วนผมก็มาทำกลางคืน ทำเหมือนกัน คอยดูลูกค้า คอยซ่อมแอร์ ทีวี เนี่ย อย่างเมื่อคืนก็มีลูกค้ามีปัญหาทีวี ก็ต้องดูให้ ยกไปห้องนั้น ยกมาห้องนี้” พี่เค้าเล่างานที่ทำ
“โห อย่างนี้ก็อยู่จนเช้าเลยหรือเปล่าครับ” ผมถามพร้อมวางกีตาร์ออกจากตัก แล้วลุกไปนั่งบนเก้าอี้หมุนสีขาว ที่วางอยู่บริเวณมินิบาร์ เพื่อจะให้ใกล้พี่เค้าและฟังชัดขึ้น
“ใช่ครับ ก็จนเช้า ผมเพิ่งมาอยู่นี่ได้ไม่นาน พอดีพี่เค้าให้มาช่วย ก็มาช่วย” พี่เค้าดูดบุหรีเข้าคออีก
“โห แบบนี้แขกชาวต่างชาติเพียบเลยนะครับ ได้เจอคนเยอะแยะไปหมด หลากหลาย ทุกชาติเลยใช่ไหมครับ” ผมถามเพราะอยากรู้จริง ๆ
“ใช่ครับ ก็มีหมดเลย คุยได้บ้างไม่ได้บ้าง ใช้ภาษามือบ้าง สนุกดีนะครับ ตอนแรกก็กลัว ๆ บ้าง แต่ตอนนี้ ก็ชินละ พูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ภาษามือเอา”พี่เค้าพูดดูถ่อมตน
“เออ พี่ครับ พี่ผู้ชาย ใส่เสื้อเชิ้ต ขาว ๆ คือใครเหรอครับ เจ้าของหรือเปล่าครับ” ผมถามด้วยความสงสัยว่าจริง ๆ พี่เอกคือใคร
“อ่อ พี่ผู้ชายที่นั่งตรงนี้ใช่ไม๊ “ พี่เค้าชี้ไปตำแหน่งที่พี่เอกนั่ง ที่ผมเจอครั้งแรก และผม ผงกหน้า
“พี่เอก แกเป็น Manager ที่นี่ ทำได้ทุกอย่าง รับลูกค้า จัดการ ซ่อมนั่น ซ่อมนี่ ชงกาแฟ ทำอาหาร แซนวิช แกทำได้หมด แกเก่งภาษามาก ทำได้ทุกอย่าง ทำเองหมด อย่างลูกค้าฝรั่งมา นี่ไม่ต้องห่วง คุยสบาย ไม่มีปัญหา” น้ำเสียงชื่นชมพี่เอกแบบชัดเจน
“หือ สุดยอดเลยครับ เก่งมากเลย ก็ว่าอยู่ ตอนแรกนึกว่าเจ้าของ ว่าแต่แกอยู่ที่นี่มานานแล้วยังครับ” ผมยังอยากรู้เพิ่ม
“ก็คิดว่านานนะ น่าจะ 2-3 ปี แล้วแหละ” พี่เค้าตอบคำถามผม
“แล้วพี่อยู่นี่มานานหรือยังครับ” ผมถามต่อ
“ผมอยู่ที่นี่มาจะ หกเดือนแล้ว .. เมื่อก่อนไปขับรถสิบล้อส่งปลา เป็น 10 กว่าปี เลยนะ แล้วก็ เพิ่งมาทำที่นี่” พี่เค้าเล่าพลางตบยุงไปด้วย
“โห ส่งปลาที่ไหนครับพี่ 10 กว่าปีเลยเหรอ” ผมรู้สึกทึ่ง
“ก็ถ้าประจำนะ ก็ขับส่งปลาจากแพที่ระนองไปมหาชัย รู้จักไหมมหาชัย “ ผมผงกหัว ว่ารู้จักมหาชัย “โอ้ย งานนั้นเหนื่อย เหนื่อยกว่าตรงนี้เยอะ คิดดูนะ เรารับปลาใช่ไม๊ที่แพเรือที่ระนอง โหลดปลาขึ้นสิบล้อเสร็จแล้ว ต้องรีบไปที่มหาชัยให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไปให้ทันตลาดปลาตอนเช้าเปิดพอดี ยิ่งเราไปถึงเร็วแค่ไหน แม่ค้า พ่อค้าที่มาซื้อปลาก็จะเห็นปลาเราก่อน คือ เค้าไม่รอไง ว่าให้ปลามาพร้อมกันให้หมดแล้วค่อยเลือก เพราะเค้าต้องเอาไปขายต่อ คือถ้ารถคันไหนจอดตรงท่าแล้วเอาปลาลง พ่อค้าก็จะมาดู ถ้าได้ขนาด ก็ชั่ง ๆ แล้วก็เหมา ๆ เสร็จแล้วเราก็ต้องตีรถกลับ ระนองเลย แต่ถ้าคันไหนมาช้า เข้าไม่ทัน พ่อค้าแม่ค้า เค้าเลือกปลาไปได้กันแล้ว รถคันหลัง ๆ ถึงปลาจะคุณภาพได้ แต่พ่อค้าแม่ค้า เค้าพอแล้วหนิ ซื้อพอแล้ว ราคาปลาก็จะถูกลง กว่าพวกไปก่อน คราวนี้เจ้านายก็ด่า พวกที่แพก็ว่า ซึ่งมีหลายเจ้าเค้าแข่งกัน เรื่องพวกนี้ ดังนั้นต้องทำเวลา คือผมจะบอกว่า มันเหนื่อยมาก วิ่งรถไป แล้วก็ต้องวิ่งรถกลับ วัน ๆ นึง ๆ ไม่ต่ำกว่า 12ชั่วโมง อยู่บนถนน “ พี่เค้าเล่าจนผมชักตื่นเต้น
“โห 12 ชั่วโมงเลยเหรอครับ” ผมชักอินกับเรื่องที่พี่เค้าเล่า
“บางทีนะ เคย คือทางจากระนองไปมหาชัย มันก็ไม่ได้ทางตรงนะ บางทีก็ขึ้นเขา คือเราจะไม่ขับเลนซ้าย เคยเห็นไหม สิบล้อเหยีบบแหลก
หน่ะ ผมเคยครั้งนึง ไม่รู้ว่าทำไปได้ยังไง จากระนองไปมหาชัยใช้เวลา 4 ชั่วโมงคิ้วแกยักขึ้นสูง และผงกหัวยืนยันเรื่องที่เล่า
“โห พี่ 4 ชั่วโมง ปรกติ ระนองไปมหาชัย มันซัก 7 ชั่วโมงปะพี่ “ ผมแปลกใจมากตอนนี้
“ปรกติเจ้านายให้ผมแค่ 6 ชั่วโมง” แกยังผงกหัวยืนยัน

————————————————————————–
ตอนถัดไป ..บทที่ 10 มันเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ นะผมว่า

4761 วัน บทที่ 7 “ใช่ครับ พอดีผมเรียนราม แต่เรียนไม่จบหรอก”

8 ก.ค.

4761 วัน บทที่ 7  “ใช่ครับ พอดีผมเรียนราม แต่เรียนไม่จบหรอก”

เพราะอาหารมื้อเช้าในวันแรกที่ลงเรือ เป็นกล้วยและขนมปัง ทำให้ขากลับ อาหารที่จัดไว้บนเรือในมื้อเที่ยง ทำให้ผมไม่สนใจที่จะกินนัก อีกอย่างพวกเรา เพิ่งกินมื้อเที่ยงมาจากบนเกาะแล้ว แต่เพื่อนสองสามคน ถามผมว่า “กินอะไรหรือเปล่า” ผมปฎิเสธไปแบบไม่สนใจนัก

ไกค์หนุ่มผิวสีคล้ำ ใส่เสื้อโปโลสีชมพู กับกางเกงขาสั้นผ้าร่ม ลายตารางสีน้ำเงินเข้มสลับฟ้า ผมสีแดงมะฮอกกานี กระเซอะกระเซิงชี้โด่เด่ไม่รู้ทิศทาง ยิ้มฟันขาวมาแต่ไกลพูดภาษาอังกฤษคล่องปรือกับนักท่องเที่ยว เพื่อบอกรายละเอียดของทริปที่เราจะไปในวันนี้ ซึ่งดูเหมือนจะทำหน้าที่แทนไกค์อีกคนที่เราเจอในวันแรก

ผมสังเกตุเห็นไกค์หนุ่มคนนี้มาตั้งแต่หน้าหาดบน “เกาะวัวตาหลับ” แล้ว ลักษณะเด่นที่ผมจำได้แม่นตั้งแต่อยู่บนหน้าหาดคือ ทักทายชาวต่างชาติเป็นภาษามือแบบที่วัยรุ่นฝรั่งเค้าทำกันในหนัง พร้อมกับพูดภาษาอังกฤษไฟแล๊บ ผมอดอิจฉาในทักษะภาษาอังกฤษกับเค้าไม่ได้ พร้อมปลอบใจตัวเองเค้า “เค้าทำจนเป็นอาชีพ ก็ต้องพูดได้ซิ”

หลังจากที่ไล่เดินบอกนักท่องเที่ยวทีละแถวบริเวณชั้นสองของเรือแล้ว ก็เดินมาหาเราที่นั่งอยู่โซนกลางของชั้นสอง
“พี่ทานข้าวกันยังครับ” ไกค์หนุ่มเริ่มบนสนทนากับเรา
“อ่อ พี่ไม่ครับ พี่กินแล้ว” ผมยิ้ม ๆ
“กับข้าวอร่อยนะ วันนี้” ไกค์หนุ่มชักชวนเพิ่มเติม
“พี่พายเรือแคนูหรือเปล่าครับ” ไกค์หนุ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงปรกติ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสุภาพ และหน้าตาที่ยิ้มแย้ม
“ป่าวครับ” พวกเราตอบกลับ พร้อมทำหน้าตาสนใจฟัง
“ถ้างั้น เดี๋ยวเราจะจอด 1 จุดก่อนนะครับ พวกพี่ยังไม่ต้องลงนะครับ เราจะให้คนที่ลงทะเบียนพายเรือแคนู ลงแล้วเค้าก็จะพายเรือแคนูตามเราไป แล้วเดี๋ยวเราจะพาพี่ไปที่ทะเลใน ที่เป็นทะเลในเกาะอีกทีซึ่งสวยมากเลยครับพี่ มีน้ำเป็นสีเขียวมรกตนะครับ” ไกค์หนุ่มเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม
“อ่อครับ” พวกเรารับฟังแบบไม่ติดประเด็น
“พี่งั้นเดี๋ยวถ้าเราถึงทะเลใน แล้วเรากระโดดน้ำกัน ?” ไกค์หนุ่มหันหน้ามาทางผม พร้อมยิ้ม ผมรู้สึกแปลก ๆ
“หือมีกระโดดน้ำด้วยเหรอ กระโดดตรงไหนเหรอ? “ ผมชักไม่แน่ใจในรายละเอียด เลยถามดูอีกรอบ
“กระโดดจากเรือเรานี่เลยครับ กระโดดได้ครับ ไว้กระโดดเป็นเพื่อนกัน สัญญาไม๊” ไกค์หนุ่มยกมือมาเพื่อจะแตะมือกับผม เพื่อเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าเราสัญญากันว่าจะกระโดดน้ำด้วยกัน และผมยกมือขวามาแปะเพื่อเป็นการสัญญาตอบกลับซะด้วยซิ

“งั้นผมไปก่อนนะครับ ไว้เรากระโดดน้ำกันนะ” ไกค์หนุ่มพูดแล้วเดินไปยังแถวถัดไป ทักทายกับอีกกลุ่มนึงเหมือนเพื่อนสนิท แล้วก็เริ่มอธิบายรายละเอียดแบบที่บอกกับเรา

“จะกระโดดน้ำเหรอ ต้องเปลี่ยนชุดไม๊” เพื่อน อ ถามผม

“ป่าว ไม่รู้หว่ะ ถ้ากระโดดกัน ก็กระโดด” ผมตอบกลับ พร้อมมองดู ถาดอาหารที่เพื่อนถือมาเป็นมัสมั่นไก่ชิ้นโต ข้าว และแตงโม

สุดท้ายผมก็กินข้าวกลางวันอีกรอบจนได้ เพราะหน้าตาน่ากินเหลือเกิน ไก่ชิ้นโตราดน้ำมัสมั่นสีเหลืองที่ใส่กระทิจนข้น ราดมาบนข้าวสวยซักสองทัพพี มีแตงโต
ที่หั่นเป็นรูปสามเหลี่ยมชิ้นโต 3 ชิ้น วางซ้อนอยู่ขอบถาด

ตำแหน่งที่ผมนั่งไม่ถนัดนักที่จะนั่งกินข้าว ที่ต้องแทะ แกะชิ้นไก่ ที่มีน้ำมัสมั่นราดแบบเยิ่ม ผมเดินไปตรงเค้าท์เตอร์บริการน้ำดื่มด้านนอก บริเวณด้านในที่นั่งที่ผมนั่งตอนแรกก็ไม่ร้อน แต่ข้างนอกลมเย็นและชิวกว่า หลังจากที่ผมวางช้อนและถาดอาหารไว้ตรงหลังบันไดที่ขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าแล้ว ผมก็ยกตัวขึ้นไปนั่งบนหน้าเค้าเตอร์ มองดูเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างนอกพูดคุยกัน ตอนแรกผมกะจะคุยด้วย แต่ลมแรงเหลือเกินทำเอาเราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

ผมกับเพื่อนอีกคนนั่งคุยกันอยู่บริเวณหน้าเคาเตอร์ แล้วไกค์หนุ่มก็เดินเข้ามาร่วมบทสนทนา
“ว่าไงครับพี่ กับข้าวอร่อยไม๊” ไกค์ถาม หน้าตายิ้มแย้ม
“อร่อยดีครับ มัสมั่นอร่อยดี” ผมตอบไป พร้อมชื่นชมในใจ อัธยาศัยดีจัง ไกค์คนนี้
“นี่อยู่ นี่มานานหรือยังครับผม” ผมถามต่อ เพราะสงสัยมานานแล้ว
“โอ่ นานแล้วครับ” ไกค์หนุ่มยิ้ม
“แล้วนี่ ต้องออกเรือมากับนักท่องเที่ยวทุกวันเลยไหมครับ? “ ผมซักต่อ
“ใช่ครับพี่ ก็ออกเกือบทุกวัน บางวันก็ทริปลูกค้าที่เป็น Speed Boat บางวันออกทริปลูกค้าที่เป็นแบบพวกพี่ครับ “ ไกค์หนุ่ม อธิบายเกี่ยวกับงานของเค้าเพิ่ม
“โห เจ๋งหว่ะ ออกทุกวัน อย่างนี้ก็ได้เจอนักท่องเที่ยวเพียบเลยซิ หลากหลายดีเนอะ” ผมแสดงความอิจฉาออกมาหน่อย ๆ
“ใช่ครับ ปรกติผมจะเป็นไกค์เยอรมัน” ไกค์หนุ่มเล่าต่อ
“หือ ไกค์เยอรมันคืออะไร?” ผมสงสัย
“ก็มีลูกทัวร์เป็นชาวเยอรมันหน่ะครับ ก็พาเค้าเที่ยว มาเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ “ ไกค์หนุ่มเพิ่มเติมข้อมูล
“อ้าว นี่ก็พูดภาษาเยอรมันได้ดิ “ ผมยักคิ้ว ถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับ พอดีผมเรียนราม แต่เรียนไม่จบหรอก” ไกค์หนุ่มยิ้มตอบ
“อ้าวไมละ ” ผมยังเซ้าซี้น้องเค้าเพิ่มเติม
“เกเร นิดหน่อยครับพี่” น้องตอบยิ้ม ๆ ดูไม่ซีเรียสที่ผมถามเยอะถามแยะ
“โห เจ๋งหว่ะ แบบนี้ ได้เจอคนเพียบเลย ดีหว่ะ ได้ฝึกภาษา” ผมยังอิจฉาต่อเนื่อง
“ใช่ครับ มีหมดเลย ทุกชาติ เกาหลี ญีปุ่น อังกฤษ เยอรมัน ชอบครับ โดยเฉพาะสาว ๆ “ ไกค์หนุ่ม หัวเราะ เห็นฟันขาว

หลังจากคุยกันไปอีกซักพักเรื่องสาว ๆ ที่ไกค์หนุ่มเจอ ไกค์หนุ่มก็ไปทำงานต่อ เรือช้าลง ผมหันไปทางหัวเรือ เห็นหาดโค้งเล็ก ๆ รอเราอยู่ด้านหน้า มีสะพานที่กระเพื่อมได้ทอดยาวออกจากหาด เรือเล็กขนาด 2 ลำ กำลังมุ่งหน้ามา เราทยอยลงไปชั้นล่างของเรือเพื่อ ต่อคิวขึ้นเรือเล็ก ผมเห็นเด็กวัยรุ่นซัก 13 ปี กลุ่มนึงราว 10 คน นั่งอยู่ด้านล่างของเรือ คุยกันเป็นภาษาอังกฤษแบบออกรส ออกชาติ หน้าตาที่ดูคร่าว ๆ เป็นญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย มีผู้หญิงสองสามคนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

เราลงเรือเล็กแล้วมุ่งหน้าไปยังสะพานที่กระเพื่อมได้ พอไปถึงผมก็ถึงบางอ้อกับสะพานนั้นซึ่งทำมาจากแกลลอนน้ำที่ต่อกันเป็นแพยาวเป็นระยะทางเกือบ 30 เมตรเห็นจะได้เพื่อไปยังหน้าหาด บริเวณหน้าหาดมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มาเรือลำเดียวกับบางส่วนนั่งเล่นหรือนอนบริเวณริมหาด พี่ไกค์อีกคนบอกเราว่า เรามีเวลาชะโงกดู “ทะเลใน” 40 นาทีโดยประมาณ ก่อนที่จะกลับไปยังสมุย

บันไดเหล็กมีราวมือให้จับสูงชันขึ้นไปตลอดทาง มีนักท่องเที่ยวเดินสวนกันไปมา เป็นระยะ ผมถ่ายวีดีโอเก็บไว้ตั้งแต่ขั้นที่ 20 ของบันได ไปจนจุดสูง
สุดของทางเดิน และก็ยังมีบันไดทางลงไปอีกเพื่อที่จะเข้าไปใกล้ทะเลในยิ่งขึ้น เบื้องหน้าเป็นน้ำสีเขียวมรกต เป็นเหมือนทะเลสาบขนาดเท่าสนามฟุตบอล
แต่รูปทรงไม่ใช่สี่เหลี่ยม มีภูเขาที่มีต้นไม้พุ่ม ไม้เลื้อยเกาะกลุ่มกันปกคลุม ภูเขาตั้งตระหง่านเป็นกำแพงล้อมรอบไม่ให้น้ำในบริเวณทะเลไน ไหลออกไปไหน คำถามของผมคือ “น้ำมาจากไหน”

เราเดินลงไปเพื่อให้เข้าใกล้ทะเลในมากที่สุด ระหว่างนั่งรอเพื่อบริเวณระเบียงวิว มีน้องผู้หญิงที่ผมคิดว่ามากับกลุ่มเด็กวัยุร่นกลุ่มชาวต่างชาติถามผม

“พี่คะ มันลงเล่นน้ำได้หรือเปล่าคะ” ผมแปลกใจเล็กน้อย ตอนแรกคิดว่าเป็นแก๊งชาวต่างชาติทั้งหมด ก่อนจะยืนหน้าลงไปดูบริเวณด้านล่าง แล้วตอบน้องกลับไป

“ไม่ได้ครับน้อง เหมือนมันจะมีระเบียงชมวิวเฉย ๆ แต่เป็นโขดหินอยู่ด้านล่าง ลงไม่ได้ครับ”                                                                                                          

“ทำไมละคะพี่ ทำไม ลงไม่ได้” น้องถามเพิ่ม

” ไม่รู้อะครับน้อง มันลงไม่ได้” ผมตอบน้องไปตามที่เห็น น้องหันไปพูดกับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ ไฟแล่บ บอกทำนองว่า มันลงไม่ได้ แต่น้องกลุ่มนี้ก็เดินลงมากันต่อ

พวกเราลงไปจนสุดด้านล่าง ตรงบริเวณระเบียงวิว พบว่าด้านซ้ายเป็นบริเวณร่องน้ำที่คาดว่าน่าจะนำน้ำจากทะเลข้างนอกเข้ามาด้านใน ส่วนข้างในก็คงจะเป็นแอ่งกระทะขนาดเท่าสนามฟุตบอล รับน้ำเข้ามา สิ่งมีชิวิต หลากชนิด แวะมาทักทายเรา ปลาจรวดปากยาว ปูตัวสีแดง หอยเม่นที่นอนนิ่งอวดเข็มสีดำรอบตัว เราขอให้นักท่องเที่ยวคู่นึง ถ่ายรูปให้เรา ก่อนที่เราจะถ่ายรูปคืนให้บ้าง ตรงบริเวณระเบียงวิวด้านล่าง

ตอนก่อนจะขึ้นเรือเล็กเพื่อเตรียมกลับเรือใหญ่ ผมสังเกตุเห็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ ยืนถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มใหญ่บริเวณหน้าหาด ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ขึ้นเรือ ดูจากจำนวนคนทั้งหมดน่าจะเกือบ 2 เท่าของที่ผมเดาไว้ในตอนแรก ด้านขวามือ มีวัยรุ่นชายหญิงคู่นึงที่อยู่ในกลุ่มนั้น ยืนจูบกันตรงริมชายหาด แบบดูดดื่มให้ตายซิ ตาผมนี่ซุกซนจริง ๆ

เรือโคลงเคลงเล็กน้อย สังเกตุได้ว่ากระแสลมแรงมากยิ่งขึ้น ไกค์หนุ่มบอกกับผมว่า เราไม่ได้กระโดดน้ำกันแล้วนะ วันนี้คลื่นแรง ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ .

———————————————————————————————————————————————————————-

ตอนถัดไป ..บทที่ 8 เสียใจอะ ไม่เห็นปลาโลมา ก็ไม่เรียกให้ดูเลย …

สอนออกกำลังกาย และโภชนาการ เข้าใจง่าย ได้ผล

สอนออกกำลังกาย สอนโภชนาการ เข้าใจง่าย ไม่หักโหม ไม่อดอาหาร ปลอดภัย

Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Nutmos

Apple, camera, computer and my life

Thailandkendama's Blog

Kendama Pro skill

Teerapuch Room

Back to basic before go to advance

Wrong Hands

Cartoons by John Atkinson. ©John Atkinson, Wrong Hands

นานาสาระกับนายกาฝาก

คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี บ่นไปเรื่อย ไม่ให้ตกกระแส

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

SAGURONG

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ SAGURONG ครับผม ^_^

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.