Archive | เรื่องสั้น (เรื่องแต่ง) RSS feed for this section

เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 : ลูกโป่งวิทยาศาสตร์

31 มี.ค.

เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 : ลูกโป่งวิทยาศาสตร์

“วันก่อนกูซื้อมาเล่น เนี่ยมันเจ๋งมากเลยนะไอ้เดช” ดช.ตุ้ยหยิบหนังสือใส่กระเป๋า

“จริงเหรอวะมึง เอามาเป่าให้กูดูหน่อยสิ” ดช.เดชใช้ไม้บรรทัดกวาดขี้ยางลบบนโต๊ะ มารวมเป็นกองเดียว ก่อนจะปาดใส่มือแล้วเดินเอาไปทิ้ง

“ได้เลยเว้ย รูปโงกุน กูก็ทำได้นะ หรือมึงจะเอารูปคุริริน” ดช.ตุ้ยรูดซิบกระเป๋า ก่อนจะยืนขึ้นและดึงถุงเท้าให้ตึง

“กูเอา คุริริน …. ย้ากกกกกก กงจักรสังหาร” ดช.เดชทำท่ากงจักรสังหารไปทางครูเบญจวรรณที่ยืนรับไหว้ ดญ.นิด อยู่ตรงประตูห้อง

เด่นได้ยินเต็ม 2 รูหู

—–ช่วงพลบค่ำ—–

“เด่น .. ลูกไปตักน้ำมาใส่ตุ่มให้แม่หน่อย เดี๋ยวจะค่ำก่อน” แม่ตะโกนข้ามเตาถ่านที่เพิ่งยกหม้อแกงดอกแคปลาช่อนลง ก่อนจะใส่พริกและน้ำปลาลงไปอีกหน่อย หลังจากชิมแล้วยังไม่ใช่รสที่คุ้นลิ้น

“เดี๋ยว …” ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังวาดรูปนินจาจิไรยะ ที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด เด่นจะลุกทันทีที่แม่สั่ง

“ไอ้เด่น…” แม่เสียงดังเหมือนอยู่ข้างหลัง

เด่นลากรถใส่น้ำที่มีแกลลอนพลาสติกสีเหลือง เขียว แดง เต็มคันไปตามทางขรุขระ

“ขยันจังเลยยย ลูกอีดาเนี่ย .. “ ป้าปุ้ย แม่ไอ้ตุ้ยชมเด่นเสียงดัง

สะพานไม้ท่าน้ำ คนต่อคิวจนไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ตักน้ำ เด่นขยับไปตลิ่งถัดมาที่หญ้ารก กวักใบไม้ให้พ้นทางก่อนจะจุ่มแกลลอนลงน้ำ

“ไอ้ตุ้ย … . เออ ไอ้ตุ้ย มันพูดถึงลูกโป่งวิเศษที่เป่าแล้วเป็นดังใจคิด” ความคิดแว้บมาในหัวของเด่นตอนแกลลอนจมน้ำดันอากาศออก ปุ๋ง ๆๆๆ

“ถ้ามีลูกโป่งวิเศษ อยากจะเนรมิตนินจาจิไรยะ มาช่วยฝึกวิชาตัวเบา เอาโดเรม่อนด้วยก็ดี แล้วก็เอาค้อปเตอร์ไม้ไผ่ไปเก็บมะขามให้แม่”เด่นคิดฝันไปใหญ่

“เอารูปเรณูด้วย ..” เด่นเขินเมื่อนึกถึงเรณู นักเรียนดีเด่น กิริยางาม สาวฮ๊อตของห้อง

“แม่ขอตังค์หน่อย จะไปซื้อหวานเย็น” เด่นขอแม่หลังจากเทน้ำใส่ตุ่มจนเต็ม

“อยู่ในตระกร้าหมาก .. ไม่ไม่ อันโน้น” แม่ชี้ให้เด่นลองดูในตระกร้าหมากอันใหม่สานด้วยไม่ไผ่ร้อยด้วยเชื่อกสีสด

เด่นเดินวนในร้านเจ้มะลิ พวงข้าวเกรียบแผ่นสีเหลืองนวล เกือบทำให้เด่นลืมเป้าหมายสำคัญ เด่นไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ตู้เย็นเพื่อซื้อหวานเย็นที่ทำจากสาคูถั่วดำแช่ช่องฟิต อย่างที่บอกแม่

“เจ้มะลิ ไอ้ลูกโป่งที่ไว้เป่าอยู่ตรงไหน” เด่นหยั่งเชิง

“ไม่มีแล้วเด่น มีคนเพิ่งมาเหมาไป เห็นว่าจะเอาไปงานเลี้ยงอะไรซักอย่าง” เจ้มะลิ ไล่แมลงวันที่มาตอมกล้วยสุก

“มันมีอีกแบบไหม ลูกโป่งที่มัน … “ เด่นลังเลเพราะใจนึงก็รู้สึกว่ามันเกินจริงไปหน่อย อยากให้เป็นรูปอะไรแค่นึกแล้วเป่าก็เป็นรูปนั้น

“อ๋อ อันนั้นใช่ไหม .. ตรงแผนนั้นหน่ะ” เจ้มะลิหยบกล้วยเน่าใส่ถึงขยะ หลังจากชี้บอกเด่น

แผงกระดาษ แขวนอยู่บนเสา สีสันสดใส มีรูปเด็กเป่าลูกโป่งออกจากหลอดเป็นรูปต่าง ๆ

หลังซื้อมา 1 ชิ้น เด่นกำใส่มือมาแน่น หลบมุมตรงต้นมะขามใหญ่หลังบ้าน เด่นแกะหลอดลูกโป่งวิเศษ บีบต้นหลอด ของเหลวข้นใสไหลออกมาเด่นหลับตานึกถึงเรณู เป็นคนแรก

“ปู๊ดดด … “ เสียงเป่าสุดแรงหวังให้เรณูออกมาไวไว หัวเรณูเริ่มออกมาแล้ว แต่ยังเล็กเท่าผลมะยม

“ปู๊ดดดดด … “ เด่นเติมน้ำเหลวข้น และเพิ่งสมาธินึกถึงเรณูเข้าไปอีก เรณูหัวใหญ่ เท่าลูกมะนาว แต่ไม่ปรากฎเส้นผมของเรณู

“ปู๊ดดดดด .. “ แก้มเด่นเริ่มปวด แต่เรณูก็มีแต่หัวกลม ๆ ใส ๆ ถึงจะขนาดใหญ่เท่าลูกน้อยหน่าแล้วก็ตาม

เด่นเริ่มท้อใจ สงสัย ภาพเรณูในหัวเด่นอาจจะไม่ชัด

“ปู๊ดดดดดดดดดดดดด “ เด่นถือรูปนินจาจิรายะ ที่เพิ่งวาดเสร็จ พร้อมเป่าสุดแรง กระพุ้งแก้วเด่นเริ่มจี๊ด ๆ

—–เย็นวันถัดมา—–

“ไอ้ตุ้ยยย เมื่อวานกูเป่าเป็นคุริรินได้แล้วนะเว้ย … “ ดช. เดชพูดระหว่างเคาะแปลงลบกระดานที่หน้าต่าง

“เออ เดี๋ยวกูเป่าโงกุน มาสู้กับมึง “ ดช. ตุ้ย ยื่นแปลงอีกอั้นให้ ดช. เดช พร้อมทำท่าพลังคลื่นเต่า

“ไอ้ขี้โม้ … “ เด่นบ่นพึมพำกับตัวเอง

———-
เรื่องสั้นเรื่องที่ 4 : สายรัก

เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 : ชายแปลกหน้าในห้องสมุด

26 มี.ค.

เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 : ชายแปลกหน้าในห้องสมุด

—–เกริ่น—–

ขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องสมุด จู่ ๆ ก็มีผู้ชายวัยกลางคน ผิวขาว ใส่แว่น ท่าทางเรียบร้อย  นั่งอยู่โต๊ะใกล้ ๆ เข้ามาทักทาย และชวนผมคุยเกี่ยวกับวิชาที่ผมกำลังอ่านอยู่ และสถาบันที่ผมเรียนอยู่ แกเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ก็เคยเรียนราม แต่เรียนไม่ไหว สุดท้ายก็ไม่จบ ซึ่งผมก็คุยไปก้มหน้าดูหนังสือไปไม่ได้ตั้งใจคุยมากนัก

ต่อจากนั้นแกก็ชวนผมคุยอีกหลายคำ ผมพยายามคุยไปและตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือไปพร้อม ๆ กัน โดยแกจะเป็นคนเปิดบทสนทนาในทุกครั้ง เช่น ครอบครัวผมทำอะไร ผมเรียนอะไรมา และก่อนหน้านี้ทำงานอะไร แล้วการเรียนระหว่างที่เก่ากับที่ใหม่ต่างกันยังไง นักวิทยาศาสตร์ใครเก่งกว่าระหว่างอเมริกากับจีน และก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าญี่ปุ่นก็เก่งดีนะ โตไวหลังจากแพ้สงคราม

แกคุยมา ผมก็คุยด้วย แต่เน้นคุยไป ก้มหน้าแก้โจทย์บัญชีไป ซึ่งในขณะที่ผมก้มหัวทำโจทย์บัญชีอยู่นั้น จู่ ๆ แกก็พูดว่า

“ผมไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ เพื่อนฝูงเค้ามีครอบครัวกันหมดแล้ว เลยไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่”

ใจผมหายแว้บบบบ สะอึกยังไงไม่รู้ กับคำว่า “เพื่อนฝูงเค้ามีครอบครัวกันหมดแล้ว” เงยหน้าจากตัวหนังสือ มองพี่แก ที่ก้มตัวดูหนังสืออยู่ …

“พี่มาบ่อยไหมครับ” ผมเริ่มชวนคุยบ้าง

“พี่ 40 ปลาย ๆ แล้ว แต่ชีวิตพี่ ยังไม่มั่นคงเลย พ่อแม่เค้าก็ออกจากบ้านกันแต่เช้า ไม่มีเวลาให้คำปรึกษาพี่เลย เวลาพี่ปัญหา” แกตอบไม่ตรงคำถาม

ใจผมอยากจะถามไปซะจริง ๆ ว่าพี่มีปัญหาอะไร แต่ผมก็ขลาดเกินไปที่จะเอ่ยปาก เราทั้งคู่ต่างเงียบกันพักใหญ่ ก่อนผมจะตัดสินใจเก็บหนังสือและลาพี่แกกลับบ้าน

———-

อาทิตย์ถัดมา

อีกวันที่อากาศร้อนระอุ เป็นแบบนี้มา 3 วันติดแล้ว ผมว่าพระอาทิตย์ช่วงปีหลัง ๆ ทำงานเกินหน้าที่ไปหน่อย ผมหนีไอร้อนเข้าห้องสมุดตามเคย วันนี้จำนวนรองเท้าที่ถอดไว้หน้าประตูน้อยกว่าวันอื่น ๆ ผมพลักประตูเข้าไอเย็นจากแอร์สัมผัสตัวผม จนรู้สึกถึงโลกใหม่ ผมเดินก้าวยาว ๆ ขึ้นไปชั้นบนของห้องสมุด พื้นไม้เทียมสีเหลืองนวลตาทำให้เกิดอารมณ์พบโลกใหม่ที่แสนอบอุ่น ที่นี่สวรรค์ชัด ๆ

ผมมองหาโต๊ะว่าง เพื่อเป็นมุมสงบสำหรับอ่านหนังสือ ผมไม่มีโต๊ะประจำ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกมุมที่ใกล้แอร์มากที่สุด สายตาผมเหลือบไปเห็นผู้ชายใส่เสื้อเชิ๊ตสีเขียวหม่นใส่แว่นอ่านหนังสืออยู่ ผมจำได้ทันทีที่เห็น พี่อะไรซักพี่ ที่เคยเจอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ห้องสมุดแห่งนี้ เพียงแต่แกนั่งโต๊ะอีกตัว

ผมเดินเข้าไป พี่แกเงยหน้าขึ้นมา ยกมือไหว้ แกยิ้มรับ ผมวางสัพพาระก่อนจะเข้าห้องน้ำไปเช็ดเหงื่อ

“กินข้าวมาแล้วเหรอ” แกถามผม
“ครับ กินมาแล้วครับ” ผมตอบและงงหน่อย ๆ กับคำถาม
“กินที่ไหน ที่นี่เหรอ” แกพูดพร้อมชี้มือไปทางโรงอาหาร มจธ.
“อ่อ ปล่าวครับ กินที่ประชาอุทิศ 14 “ ผมตอบพลางหยิบเครื่องเขียนออกมาจากกระเป๋า
“ทำไมละ ไม่กินที่นี่” แกยังถามต่อ
“อ่อ ทางนั้นทางผ่านครับ” ผมเปิดสมุดหน้าแรก และยังงงกับคำถาม

ผมหยิบหนังสือสอบวิชาบัญชีโรงแรมหวังจะอ่าน เปิดผ่านไปได้ 1 หน้า ก็คิดเปลี่ยนใจ เพราะดูจะยัง ทำสมาธิอ่านไม่ได้ เลยหยิบสมุดบันทึกไอเดียเล่มเล็กมานั่งเขียนไอเดีย วาดรูปพลาง ๆ

“คุณชื่ออะไรนะ โทษทีนะผมจำชื่อคุณไม่ได้” แกถอดแว่นและวางลงบนหนังสือ
“ชื่อณรงค์ครับ” ผมตอบไป ก้มหน้าวาดไอเดียไป
“เออ คุณเคยบอกผมแล้วนี่” แกทำหน้าจำได้
“พี่ชื่ออะไรนะครับ โทษที” ผมถามด้วยความเขิน เพราะจำพี่แกไม่ได้เช่นเดียวกัน
“พี่ชื่อศุภกิจ ชื่อโหลมากเลยว่าไหม”  พี่ศุภกิจยิ้มจืด ๆ
“….” ผมยิ้ม
“แต่ชื่อณรงค์ ก็มีคนใช้เยอะเหมือนกันนะ” คราวนี้เป็นฝั่งผมยิ้มจืด ๆ บ้าง
“ครับ ….” ผมเห็นด้วยกับพี่ศุภกิจ

ผมเปิดหน้าสมุดไปมา

“คุณเคยมีปัญหาอะไรที่ตัดสินใจเองไม่ได้ไหม หรืออะไรก็ได้ที่ต้องให้พ่อแม่ เพื่อนช่วยตัดสินใจ” พี่ศุภกิจเริ่มเปิดบทสนทนา
“ก็ไม่นะครับ ไม่เคยมีอะไรร้ายแรง ปรกติก็แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้หมด” ผมตอบก่อนจะก้มหน้าเขียนหนังสือ
“อือ แสดงว่าคุณนะเก่ง ตัดสินใจได้เองหมด” พี่ศุภกิจยิ้มแบบไม่มั่นใจระหว่างพูด

สมองผมพยายามวิเคราะห์ว่าพี่ศุภกิจช่างอ่อนต่อโลกเกินไปหรือเปล่า หรือนี่เป็นวิธีในการชวนคุยของพี่ศุภกิจ เด็กหนุ่มที่เห็นเป็นประจำในช่วง 1 เดือน ที่ผมเข้าห้องสมุด เข้ามานั่งโต๊ะข้างหลังก่อนจะวางกระเป๋าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

“คุณรู้จักคำว่า กิ๊กไหม ไอ้กิ๊กเนี่ยหมายความว่ายังไง ผมเคยเปิดเจอในหนังสือ ไอ้กุ๊กกิ๊ก อะไรเนี่ย เป็นมากกว่าเพื่อนใช่มะ แต่ไม่ใช่แฟนเอ๊ะ ! หรือยังไง คุณพอรู้ไหม” พี่ศุภกิจรุกผมใหญ่

“….” คำตอบจากผมคือเงียบ เพราะไม่รู้จะตอบกลับไปว่าอย่างไรดี

หลังจากนั้น พี่ศุภกิจก็ถามผมเรื่องเดิม ๆ อีกครั้ง ผมทำงานอะไร บ้านอยู่ไหน หรือถามว่า “การจบคอมพิวเตอร์มามีประโยชน์ ในการทำงานมากแค่ไหน” “เรียนบัญชีกับคอมอะไรยากกว่ากัน” “มหาลัยเก่ากับมหาลัยใหม่ที่ไหนเรียนยากกว่า”

“อย่างคุณหน่ะ ใช้เงินของตัวเองไหม” พี่ศุภกิจหันหน้ามาหาผมพร้อมเปิดคำถามใหม่่

“ครับ” ผมเงยหน้าพร้อมผงกหัว

“เก่งดีนะ ใช้เงินของตัวเอง ไม่เดือนร้อนพ่อแม่เลยใช่ไหม”“ครับ” ผมทำแบบเดิม

“อย่างผมนะยังใช้เงินของคนอื่นอยู่เลย ตอนนี้กำลังคิดว่าจะทำอะไรซักอย่าง แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง” พี่ศุภกิจบีบมือตัวเองก่อนจะหยิบแว่นขึ้นมาใส่

“ตอนเด็ก ๆ คุณเคยลำบากไหม” พี่ศุภกิจถามต่อ
“ก็เคยนะครับ เป็นลูกเกษตรกร ต้องเคยไปดำนา เกี่ยวข้าว รับจ้างเป็นเรื่องปรกติ” ผมเริ่มคิดว่างานนี้ยาวแน่ เพราะระบบป้อนคำถามของพี่ศุภกิจทำงาน
“คุณคิดว่าเด็กกรุงเทพและเด็กต่างจังหวัดใครทรหดมากกว่ากัน”

ผมเงยหน้าจากหนังสือและแปลกใจกับคำถาม

“อืม” ผมหยุดคิดซักครู่
“ผมว่ามันจะทรหดกันคนละเรื่องครับ เช่นเด็กกรุงเทพอาจจะทนความวุ่นวาย รถติดได้มากกว่า แต่อย่างเด็กต่างจังหวัด ก็จะทนต่อสภาพแวดล้อม
และความยากลำบากได้มากกว่า”

“ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวยังมีอยู่ไหม” คำถามใหม่จากพี่ศุภกิจ

“มีนะครับ แต่อาจจะไม่ใช่แบบมากันทั้งหมู่บ้านเหมือนเมื่อก่อน อาจจะแค่ในวงญาติเท่านั้น แต่ก็ยังมีอยู่” ผมชอบคำตอบของตัวเอง และเริ่มชักสนุกกับการถูกป้อนคำถามให้ตอบ

“คุณว่าชีวิตในชนบทกับชีวิตในกรุงเทพมีข้อดีข้อเสียต่างกันยังไง” พี่ศุภกิจถามต่อ มันดูเป็นทางการจนผมเริ่มอึดอัด
“…. ไม่รู้ครับ” ผมยิ้มและขำตัวเองในใจ คำถามอะไรเนี่ย
“คุณคิดว่าชีวิตเราควรจะมีการวางแผนระยะยาวระยะสั้นว่าจะทำอะไรหรือเปล่า” พี่ศุภกิจเปลี่ยนหัวข้อ เพราะเห็นว่าผมเริ่มตอบไม่ได้
“ควรนะครับ อย่างน้อยแผนคร่าว ๆ ก็ควรจะมี” เรื่องนี้ผมถนัด ผมเริ่มมันใจที่จะตอบ แต่ก็ยังตอบแบบถนอมคำพูดอยู่ดี ผมวางดินสอบนสมุด เงยหน้าพร้อมรับคำถามใหม่
“คุณเคยวางแผนเรื่องต่าง ๆ บ้างหรือเปล่า เช่น เรื่องเรียน “ พี่ศุภกิจเจาะรายละเอียด
“เคยนะครับ แต่อย่างเรื่องเรียนมันเรียนไปตามเกณท์อยู่แล้ว สว่นใหญ่ไปวางแผนเรื่องอื่น ๆ มากกว่า เช่นอ่านหนังสือ” ผมเริ่มพูดมากขึ้น

“อย่างพุทธศาสนา สอนให้อยู่กับปัจจุบัน และทางโลกสอนให้มีการวางแผน คุณว่ามันขัดกันไหม” พี่ศุภกิจซักต่อ
“ผมว่าอย่างพุทธศาสนาสอนให้อยู่กับปัจจุบัน น่าจะหมายถึงว่า ให้เรามีสติ ให้รับรู้เท่าทันต่อสิ่งที่กระทำ รักโลก โกรธ หลง เกลียด ชัง มากกว่านะครับ
แต่การวางแผนก็เพื่อให้เรารู้ว่าเราควรจะทำอะไร เพื่อจุดหมายที่เป็นได้จริง ซึ่งผมก็มองว่า … “

“โทษนะคะ ไม่ทราบว่าจะคุยหรือจะอ่านหนังสือ เสียสมาธิคนอื่น” ผู้หญิงวัย 40 หน้าตาเคร่งเครียดหันหลังจากกองหนังสือเต็มโต๊ะ มาเตือนผมกับพี่ศุภกิจ เธอยังทำหน้าเคร่งเครียดมองผมซักครู่ พร้อมทั้งถอนหายใจ ดูก็รู้ว่าทนฟังมานาน
“ครับ ขอโทษครับพี่” ผมรู้สึกผิดและยกมือไหว้แบบไม่มีสติ

ผมมองหน้าพี่ศุภกิจ เราต่างรู้สึกผิดด้วยกันทั้งคู่ ผมก้มหน้าเขียนหนังสือต่อ พี่ศุภกิจเก็บของบนโต๊ะใส่กระเป๋าในนาทีต่อมา ก่อนจะบีบมือซัก 4-5 ครั้ง ก่อนจะ
ลุกออกไป พูดกับผมว่า “ผมไปกินข้าวก่อน”

ไม่เกิน 30 นาที พี่ศุภกิจก็กลับมา ในใจผมข่มสมาธิ ให้เข็มแข็งกับตัวเอง ไม่เงยหน้าไปมองพี่ศุภกิจเพื่อเปิดโอกาสสนทนาอีก

“นี่คุณ ถนัดซ้าย” พี่ศุภกิจเริ่มอีกแล้ว
“ครับ” ผมตอบในลำคอ เกรงว่ามันจะยาว และพี่ผู้หญิงวัย 40 ก็ยังหน้าเคร่งเครียดกับหนังสือเล่มใหญ่อยู่
“เอ๊ะ Diary AIA นี่คุณทำงานหรือซื้อมา” พี่ศุภกิจชี้มาที่สมุดที่ผมเขียนอยู่ ผมไม่ตอบเป็นคำพูดแต่ยกมือขวาทำท่า “ชู้วว”
“โทษนะครับ คุณนับถือศาสนาอะไร” พี่ศุภกิจรุกต่อ
“โทษนะครับ ขออนุญาตไม่คุย เดี๋ยวโดนดุอีก” ผมเริ่มเผด็จการกับพี่ศุภกิจมากทีเดียว

แกทำหน้าผิดหวัง ก้มหน้าอ่านหนังสือของตัวเองไป ในขณะที่ผมคิดในใจ “ผู้ชายคนนี้แปลกจัง …”

คุณคิดว่าไงครับ …กับชายแปลกหน้าในห้องสมุด
———-

เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 ลูกโป่งวิทยาศาสตร์

เรื่องสั้นเรื่องที่ 1 : ลำน้ำเข็ก

20 มี.ค.

เรื่องสั้นเรื่องที่ 1 : ลำน้ำเข็ก

ผมเตรียมตัวก่อนจะออกเดินทางด้วยการเคลียร์ทุกอย่างในห้องให้เรียบร้อยก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากห้อง เพื่อภาระในอนาคต ผม Miss Call เพื่อเรียกตี้ให้ออกมายืนรอหน้าบ้าน รถแท็กซี่จอดรถเลยหน้าบ้านตี้ไปหน่อย หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ผมกับตี้ก็ถึงหออาร์ทเราคุยกันอยู่ข้างล่างซักพักก่อนที่จะขึ้นไปพบเพื่อน ๆ ในห้องอาร์ท

ลิฟต์ตรงไปยังชั้นแปดเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องอาร์ท เสียงบิวแว่วมาแต่ไกล พร้อมเสียงแนท แผ่ว ๆ ว่า “ตรงนี้เหรอ ตรงนั้นเหรอ” ผมก้าวเข้าไปในห้องพร้อมทั้งวางสัมภาระไว้บนพื้นข้างเตียง ตุ่นกำลังงุ่นกับการดูรูป ที่บิวเปิดให้ดู เหมือนคล้าย ๆ เป็นการปรับอารมณ์คาดการล่วงหน้าว่า เราจะเจออะไรบ้างในทริปนี้ เปิ้ลหยิบขนมเข้าปาก กินไปพูดไป อ้อนั่งอยู่ข้าง ๆ ตุ่นทั้งกินและพูดไปพร้อม ๆ กับการดูรูปภาพร่วมกับแนท และบิว ตี้กับตุ่นปะทะคารมเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการแซวเรื่องเสียไพ่และการแก้แค้นอะไรกันซักอย่าง

ผมหันไปมุ่งความสนใจกับรายการประกวดมีสทีนไทยแลนด์ เราต่างวิจารณ์ความน่ารักของน้อง ๆ ในรอบห้าคนสุดท้าย อาร์ทเรียกให้ทุกคนรีบเก็บของเพราะรถตู้จอดอยู่ข้างล่างหอแล้ว ทุกคนขนกระเป๋าและลงไปนั่งคุยกันต่อที่ล๊อบบี้ชั้นล่างของหอ หัวข้อในการสนทธนาถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องของ อั้ม เข็ม เมย์ และหนุ่มกรรชัย โดยที่เปิ้ลได้ให้คำวิจารณ์และวิเคราะห์ได้อย่างออกรสออกชาติ ไม่นานนัก โอ๊ตกับยศก็มาถึงที่หมายพร้อมกับน้องบอยที่เป็นรุ่นน้องห่างกันสองปี

ลุงคนขับรถท่าทางใจดี ผิวคล้ำดูจากการประมาณน่าจะอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้า จุดเด่นคือเสื้อยืดที่ใส่สบายและพุงที่กลมโตโผล่มาจนเสื้อยืดตึงบริเวณท้องบิวทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์เพื่อบอกทางและตัดสินใจว่าเราควรจะไปไหนอะไรยังไงดี ในขณะที่เปิ้ลและอ้อ นั่งเบียดกับอาร์ทและตี้อยู่แถวหลังคนขับ

ผมนั่งในตำแหน่งติดประตูในแถวถัดออกมา มีแนทและตุ่นนั่งข้าง ๆ แถวหลังเป็นสามหนุ่มที่มากันช้านิดหน่อย ก็คือโอ๊ต บอยและยศเสียงคุย หยอกล้อ หรือ เสียงเคี้ยวขนม ค่อย ๆ ลดลงไปทีละน้อย หลังจากที่เวลาผ่านไปมากยิ่งขึ้น รถเคลื่อนตัวไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังพิษณุโลกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก ลุงยังคงขับรถด้วยความนิ่งเงียบ หลายคนเริ่มสัปหงก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอาการเพลียหรืออาจจะเป็นเพราะว่าเวลานี้ถ้าเราไม่ได้กำลังจะไปเที่ยวเล่นกันก็ถือว่าเป็นเวลาที่เราคงฝันถึงใครบางคนกันแล้ว

เสียงบิวคุยกับลุงเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ มีมาให้ได้ยินบ้างเป็นระยะ ผมเหลือบมองแนทและตุ่นดูเหมือนทั้งสองคนจะหลับผมเริ่มหลับตาลงบ้าง แต่ดูเหมือนผมจะหลับไม่ลงเสียที ทั้งที่พยายามที่จะหลับให้ได้ ผมเริ่มขี้เกียจกับการข่มตาตัวเองให้หลับลง ก็เลยลืมตามองสิ่งรอบ ๆ ด้านข้างทาง มีรถวิ่งสวนทางไปอีกฝั่งถนนเป็นระยะ ผมกะความเร็วของรถไม่ได้ในความมืดเช่นนี้ได้แน่ชัด แต่ก็คิดว่าลุงน่าจะขับรถเร็วอยู่เหมือนกัน (สังเกตจากต้นไม้ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วระหว่างที่รถเคลื่อนตัวผ่าน) ซักพักผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงลมแอร์เสียดสีกับช่องแอร์ที่ออกมาจากรถ กับเสียงล้อรถแล่นผ่านบนพื้นถนน ดูเหมือนทุกคนจะเริ่มหลับกันแล้ว

เสียงแน่นดัง “ตึ๊บ ตึ๊บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ตึ๊บ ครื๊ดดดดดดดด “ พร้อมแรงอัดจากการประทะอะไรซักอย่างทำให้ผมรู้สึกได้ถึงแรงอัด ผมคิดว่าคนอื่นก็คงได้ยินเหมือนกัน เสียงลุงพูดขึ้นมาได้ยินไม่ชัดเจนว่า

“ร๊อตไวเลอร์ ตัวใหญ่ ร๊อตไวเลอร์ตัวใหญ่” บิวพูดประโยคแรกขึ้นมาขึ้นมาว่า

“รถชนหมาตัวใหญ่ ตัวมันใหญ่มาก” ตามด้วยประโยคที่สอง

หลายคนเริ่มพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“อะไรเหรอพี่บิว ชนอะไรเหรอ หมาเหรอ ร๊อตไวเลอร์ตัวใหญ่ใช่ไหม” เปิ้ลถามย้ำกะให้ได้คำตอบ แต่ไม่ได้รับคำตอบจากบิวแต่อย่างใด

เสียง “อี๊ดดดดดด ๆ” ดังเบา ๆ มาจากด้านซ้ายของรถตรงตำแหน่งข้างคนขับ ลุงชลอรถจนสนิทอยู่ข้างทาง ผมยังไม่ลืมตา แต่หูยังฟังเสียงเพื่อประติดประต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ตี้เปิดประตูด้านข้างเพื่อออกจากรถลงไปดู ตามด้วยอ้อ อาร์ท และเปิ้ล

“รถเป็นอะไรรึเปล่า” เปิ้ลยังถามคำเดิม 

กลิ่นเหม็นของถุงพลาสติกถูกไฟเผา ลอยเข้ามาในรถ

“กลิ่นอะไรค่ะลุง” อ้อถามบ้าง

ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับลงจากรถ แนท ตุ่น โอ๊ต บอย และยศ ตามลงมาติด ๆสายตาทุกคนมองลงไปยังบริเวณ ด้านหน้าซ้ายรถ โดยที่มีลุง ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ตรงตำแหน่งนั้น สภาพเหล็กหุ้มตัวรถยุบ ลงไปอย่างไม่มีรูปร่างที่แน่ชัด กันชนด้านหน้าคดงอและเปลี่ยนองศาลึกเข้าไปในตัวรถ ไฟฉายขนาดเล็กสำหรับไว้ถ่ายรูปของแนท ดูจะเป็นประโยชน์มากเลยทีเดียว แนท เงย ๆ ก้ม ๆ อาการเดียวกับลุงเพือ่ช่วย

ตรวจสอบสิ่งผิดปรกติที่เกิดกับรถ ผมเดินไปถามบิวว่าเกิดอะไรขึ้น

 “เมื่อกี้นะ เราเห็นกับตาเลย ร๊อตไวเลอร์ตัวโตมาก มันทำท่าเหมือนกึ่งเดินกึ่งหยุดอ๊ะเราว่าร่างมันฉีกเลยอ๊ะ ตัวใหญ่มาก” บิวเล่าแบบได้อารมณ์

“ถ้าผมไม่ชนมัน รถเราคว่ำแน่นอน แล้วมันเป็นทางโค้งด้วย ยังไงก็ต้องชน ถ้าไม่ชน หักหลบ รถมีหวังพุ่งแล้วคว่ำ ข้างทางแน่” ลุงพูดแบบได้อารมณ์เช่นกัน

“ลุงค่ะ รถเป็นไงบ้าง แล้วกลิ่นอะไรละค่ะ” ดูเหมือนอ้อต้องการคำตอบที่ถามไปแล้วไม่ได้รับคำตอบ 

“นี่ไงอ้อ” แนทชี้ให้อ้อดูร่องรอย

ท่อนเหล็กกันชนที่ส่วนปลายมันถูกเบียดจนเข้ามาติดล้อแล้วก็เกิดเสียดสีกับล้อ ผิวล้อส่วนบนความกว้างประมาณหนึ่งเซน ลอกออกเหมือนปอกผลแอ๊ปเปิล้เป็นวงรอบล้อ กลิ่นของมันถูกเสียดสีลอยคลุ้งแสบจมูก

“หม้อน้ำจะเป็นอะไรรึเปล่าครับ”  บิวถามขึ้น

“ใช่ที่บ้านเราเคยรถชน แล้วหม้อน้ำแตกเลย รถวิ่งต่อไม่ได้ ”  แนทเสริม

ลุงไม่ได้ตอบบิว และยังคงงุ้นกับการจัดเหล็กกันชนให้อยู่ในร่องรอยเดิมให้มากที่สุด ลุงขอแรงพวกเราเพื่อช่วยกันกันงัดมันและจัดให้ปลายเหล็กอยู่ห่างจากล้อให้มากที่สุด เราไม่อิดออดที่จะช่วยลุงจัดการแก้ไขให้รถอยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด ผมช่วยบ้าง ยืนดูบ้าง

ผมไม่แน่ใจว่าใครซักคนชวนยศไปดูศพหมาตรงทางโค้งที่รถของทริปเราชนเข้ากับร๊อตไวเลอร์

 “กูไม่ไปดูดีกว่า กูทำใจไม่ได้ว๊ะ ถ้าหมาไม่ตาย ” ยศปฎิเสธ

“สงสารหมาว๊ะ” โอ๊ตพูดขึ้นบ้าง

 

———-

เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 : คนแปลกหน้าที่ห้องสมุด

สอนออกกำลังกาย และโภชนาการ เข้าใจง่าย ได้ผล

สอนออกกำลังกาย สอนโภชนาการ เข้าใจง่าย ไม่หักโหม ไม่อดอาหาร ปลอดภัย

Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Nutmos

Apple, camera, computer and my life

Thailandkendama's Blog

Kendama Pro skill

Teerapuch Room

Back to basic before go to advance

Wrong Hands

Cartoons by John Atkinson. ©John Atkinson, Wrong Hands

นานาสาระกับนายกาฝาก

คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี บ่นไปเรื่อย ไม่ให้ตกกระแส

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

SAGURONG

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ SAGURONG ครับผม ^_^

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.